บทคัดย่อ (ไทย)
การตรวจหาปฏิกิริยาระหว่างแอนติเจนและแอนติบอดีของเม็ดเลือดแดง ใช้หลักการปฏิกิริยาที่จำเพาะแสดงออกให้เห็นในรูปของการจับกลุ่มของเม็ดเลือดแดง (hemagglutination) หรือการแตกของเม็ดเลือดแดง (hemolysis)
โดยทั่วไปใช้วิธีมาตรฐานหลอดทดลองในตัวกลางนำเกลือ ซึ่งวิธีทดสอบดังกล่าวถูกนำมาใช้ในการตรวจหาแอนติเจนของเม็ดเลือดแดง (red cell typing) ตรวจกรองหาแอนติบอดีในซีรัม (antibody screening test) หรือตรวจหาชนิดของแอนติบอดี (antibody identification) ตลอดจนการทดสอบความเข้ากันได้ของเลือดก่อนให้ผู้ป่วย (crossmatching) ปัจจัยสำคัญอันหนึ่งที่มีผลต่อการตรวจหาปฏิกริยาระหว่างแอนติเจนและแอนติบอดีของเม็ดเลือดแดงคือกระบวนการล้างเซลล์ก่อนเติมน้ำยา antihuman globulin serum และเทคนิคการเขย่าเพื่ออ่านผล ซึ่งต้องอาศัยความชำนาญและต้องมีประสบการณ์สูง โดยเฉพาะปฏิกิริยาที่ให้ผลบวกอย่างอ่อน (weak reaction) จึงมีผู้พัฒนาเทคนิค gel test มาใช้ในการตรวจหาปฏิกริยา โดยอาศัยหลักการให้ gel เป็นตัวกรองปฏิกิริยาการจับกลุ่มของเม็ดเลือดแดง โดยหลังจากนำ gel ไปปั่นในความเร็วที่เหมาะสม เม็ดเลือดแดงที่มีการจับกลุ่มจะค้างอยู่ด้านบนของผิว gel ส่วนเม็ดเลือดแดงที่ไม่เกิดการจับกลุ่มจะตกลงที่ก้นหลอด ทำให้ลดข้อผิดพลาดจากเทคนิคการปั่นและเขย่าอ่านผลได้ ในปัจจุบันมีบริษัทที่ผลิต gel test ออกจำหน่ายในท้องตลาดอย่างน้อย 4 บริษัท แต่มีราคาแพงมาก (ประมาณ 20-23 บาท ต่อการทดสอบ) ทำให้เป็นข้อจำกัดอย่างหนึ่งของ gel test ที่จะนำมาใช้ในงานประจำวัน ดังนั้นคณะผู้วิจัยจึงมีความประสงค์ที่จะพัฒนาและผลิต microtube gel test ขึ้นใช้ในห้องปฏิบัติการคลังเลือด โดยใช้อุปกรณ์พื้นฐานที่มีใช้ในห้องปฏิบัติการ และปรับปรุงให้เหมาะสมกับการใช้งานด้านต่าง ๆ โดยเฉพาะในห้องปฏิบัติการขนาดใหญ่ที่ต้องมีการตรวจสอบปฏิกริยาของเม็ดเลือดแดงเป็นจำนวนมาก ทั้งนี้เพื่อพัฒนาชุดการทดสอบโดยพึ่งพาเทคโนโลยีในประเทศ ลดการนำเข้าของผลิตภัณฑ์ที่มีราคาสูงจากต่างประเทศได้
------------------------------------------------
นักวิจัย ม.ขอนแก่น กับความสำเร็จในการพัฒนาชุดทดสอบ Microtube Gel Test
Source>http://www.myscientists.com/thai_technology/index.php?id=85
ดร.พลาเดช เฉลยกิตติ รักษาการผู้อำนวยการฝ่ายบ่มเพาะธุรกิจเทคโนโลยี อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย ศ.ดร.ชัชนาถ เทพธรานนท์ รองผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ และผู้อำนวยการศูนย์บริหารจัดการเทคโนโลยี และ ดร.กัญญวิมว์ กีรติกร ผู้อำนวยการศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ คุณนพดล พันธุ์พานิช กรรมการ บริษัท อินโนว์ (ประเทศไทย) จำกัด ร่วมลงนามอนุญาติสัญญาให้ใช้สิทธิ “ชุดทดสอบเพื่อใช้ตรวจหาปฏิกิริยาแอนติบอดีต่อแอนติเจนบนเม็ดเลือดแดง”
ศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ หรือ ศูนย์ไบโอเทค ภายใต้สังกัด สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติหรือ สวทช. ได้สนับสนุน รศ.ดร.อมรรัตน์ ร่มพฤกษ์ คลังเลือดกลาง คณะแพทย์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ศึกษาวิจัยเรื่อง การพัฒนาชุดทดสอบเพื่อใช้ตรวจหาปฏิกิริยาแอนติเจน-แอนติบอดีต่อเม็ดเลือดแดง โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาชุดทดสอบ Microtube Gel Test เพื่อใช้ตรวจหาปฏิกิริยาการจับกลุ่มของเม็ดเลือดแดง
ในวันนี้ (7 ต.ค. 51) ได้จัดให้มีพิธีลงนามสัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิ “ชุดทดสอบเพื่อใช้ตรวจหาปฏิกิริยาแอนติบอดีต่อแอนติเจนบนเม็ดเลือดแดง” ระหว่างมหาวิทยาลัยขอนแก่น ศูนย์ พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ และบริษัท อินโนว์ (ประเทศไทย) จำกัด
ทั้งนี้ การวิจัยเพื่อพัฒนา ถือเป็นหนึ่งในวิสัยทัศน์ของการสนับสนุนทุนวิจัยของ ศูนย์ไบโอเทค เพื่อให้งานวิจัยเป็นหนึ่งในการขับเคลื่อนศักยภาพด้ายเทคโนโลยีของประเทศไทย ดร.กัญญวิมว์ กีรติกร ผู้อำนวยการศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ กล่าวว่า “โครงการนี้ประสบความสำเร็จเป็นอย่างสูง เนื่องจากสามารถตอบโจทย์ของผู้ใช้ผลิตภัณฑ์ โดยเริ่มต้นจากตอบโจทย์ของหน่วยงานของผู้วิจัยเองที่ต้องใช้ผลิตภัณฑ์นี้เป็นประจำ ต่อมาก็ถูกนำไปขยายออกไปในวงกว้าง เพื่อเผยแพร่ให้ผู้ใช้งานในวงการเดียวกัน จนปัจจุบันถูกนำส่งต่อไปสู่การผลิตในระดับอุตสาหกรรม กระบวนการดังกล่าวนี้เริ่มต้นเมื่อปี 2547 ถือเป็นการเสริมปัจจัยเพื่อสนับสนุน การทำงานของนักวิจัยซึ่งเดิมมีอยู่แล้วในหน่วยงาน และจากการได้ทำงานร่วมกับนักวิจัยอย่างใกล้ชิด ทำให้สามารถปรับปรุง และพัฒนาแนวทางที่เหมาะสมร่วมกันมาอย่างต่อเนื่อง”
สำหรับ มหาวิทยาลัยขอนแก่น เป็นอีกหนึ่งในมหาวิทยาลัยชั้นนำของประเทศไทยที่มุ่งสู่การเป็นมหาวิทยาลัยแห่งการวิจัยและเป็นสถาบันชั้นนำของอาเซียน “การวิจัยครั้งนี้ได้มุ่งแก้ไขปัญหา การนำเข้าชุดทดสอบที่ใช้ตรวจหาปฏิกิริยาแอนติเจนและแอนติบอดีทางเลือด โดยได้ผลิตเพื่อใช้งานภายในโรงพยาบาลศรีนครินทร์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น มาเป็นระยะเวลา 4 ปีแล้ว ซึ่งก็ได้ผลเป็นที่น่าพอใจและนำมาสู่การจดทะเบียนสิทธิบัตร” รศ.กิตติชัย ไตรรัตนศิริชัย รองอธิการบดีฝ่ายวิจัยและการถ่ายทอดเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยขอนแก่น กล่าว
การมอบสิทธิการถ่ายทอดเทคโนโลยี ชุดทดสอบ Microtube Gel Test นี้ให้แก่ บริษัท อินโนว์ (ประเทศไทย) จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทของคนไทยที่เป็นสมาชิกของฝ่ายบ่มเพาะธุรกิจเทคโนโลยี อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย สวทช. “ดิฉันขอแสดงความยินดีกับมหาวิทยาลัยขอนแก่นที่สร้างสรรค์ผลงานวิจัยที่มีคุณค่า และบริษัท อินโนว์ฯ ที่ได้เล็งเห็นถึงประโยชน์ของงานวิจัยนี้ จนนำไปสร้างเป็นผลิตภัณฑ์ออกสู่ตลาดในอนาคตอันใกล้ นอกจากนี้ขอขอบคุณ ไบโอเทค และอุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย ที่อยู่เบื้องหลังความสำเร็จที่คอยสนับสนุน และส่งเสริมให้เกิดการนำงานวิจัยไปใช้ในเชิงพาณิชย์” ศ.ดร.ชัชนาถ เทพธรานนท์ รองผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ และผู้อำนวยการศูนย์บริหารจัดการเทคโนโลยี กล่าว
ด้าน ดร.พลาเดช เฉลยกิตติ รักษาการผู้อำนวยการฝ่ายบ่มเพาะธุรกิจเทคโนโลยี อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย กล่าวเสริมว่า “ภายใต้ฝ่ายฯการถ่ายทอดดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อให้เกิดการนำงานวิจัยสามารถถ่ายทอดสู่เชิงพาณิชย์ รวมทั้งทำให้สามารถเผยแพร่เทคโนโลยีไปสู่วงกว้าง”
คุณนพดล พันธุ์พานิช กรรมการ บริษัท อินโนว์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “ชุดทดสอบ Microtube Gel Test ได้ทำให้การตรวจหมู่เลือดของผู้บริจาคเลือดและผู้รับเลือด มีความถูกต้อง แม่นยำ สะดวก และรวดเร็วยิ่งขึ้นจากวิธีดั้งเดิม และมีต้นทุนถูกกว่าสินค้านำเข้ามาก บริษัทจึงได้เสนอแผนธุรกิจสำหรับชุดทดสอบเจลสำหรับธนาคารเลือดแก่ไบโอเทคและมหาวิทยาลัยขอนแก่น และได้มีการประชุมกันทั้ง 3 ฝ่ายและมีความเห็นร่วมกันที่จะพัฒนาโครงการนี้สู่เชิงพาณิชย์ จึงได้เกิดพิธีลงนามในวันนี้ขึ้น”
ในสถานภาพปัจจุบัน ชุดทดสอบ Microtube Gel Test ที่ รศ.ดร.อมรรัตน์ พัฒนาสำเร็จ ได้มีการยื่นขอรับความคุ้มครองด้านทรัพย์สินทางปัญญาประเภทสิทธิบัตรเรียบร้อยแล้ว จากนี้ไปประเทศไทยจะได้ใช้ผลิตภัณฑ์ที่พัฒนา และผลิตขึ้นจากฝีมือนักวิจัยไทยกันอย่างแพร่หลายต่อไป
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ Nano Medicine แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ Nano Medicine แสดงบทความทั้งหมด
วันพุธที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2552
วันอาทิตย์ที่ 7 มิถุนายน พ.ศ. 2552
ยาชานาโน
ยาชานาโนซึมผ่านผิวหนัง
จุฬาฯประยุกต์ใช้เทคโนโลยีนาโน ออกแบบระบบนำส่งยาชาในรูปแบบยาทาแทนยาฉีด เล็งสนองความต้องการธุรกิจความงาม รวมถึงการผ่าตัดในคนไข้เด็ก รศ.ดร.สุวบุญจิรชาญชัย รองผู้อำนวยการฝ่ายการวิจัย วิทยาลัยปิโตรเลียมและปิโตรเคมี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า ทีมงานอยู่ระหว่างพัฒนาระบบนำส่งยาชา ให้เป็นสารขนาดนาโนเมตรใช้ทาผ่านผิวหนัง เหมาะใช้ในธุรกิจศัลยกรรมความงาม และวางยารักษาผู้ป่วยเด็ก
การให้ยาชาก่อนผ่าตัดมักฉีดเข้าสู่บริเวณที่ต้องการให้ยาออกฤทธิ์ชา โดยเฉพาะการทำศัลยกรรมบนใบหน้า ทำให้คนไข้รู้สึกเจ็บ แต่ยาชาที่บรรจุในแคปซูลนาโนไม่ต้องใช้เข็มฉีดเข้าสู่ร่างกาย เพียงแค่ใช้ยาเปิดผิวหนังเพื่อกระตุ้นผิวหนัง ก่อนทายาชาให้ซึมออกฤทธิ์บริเวณชั้นผิวหนังที่ต้องการ ยาชานาโนเป็นงานวิจัยใน โครงการพัฒนานาโนไคติน-ไคโตซาน เพื่อเป็นจุลยานต้นแบบของการนำส่งยาชาเฉพาะแห่ง
ทีมวิจัยเลือกใช้วัสดุไคโตซาน ซึ่งเป็นสารสกัดที่ได้จากเปลือกกุ้งและกระดองปู เป็นสารนำส่งยาโดยควบคุมโครงสร้างให้เป็นวัสดุนาโน และออกแบบทิศทางให้โมเลกุลจัดเรียงตัวและรวมกลุ่มเป็นทรงกลม โดยมีช่องว่างอยู่ตรงกลางสำหรับบรรจุยา ความคืบหน้าของโครงงานวิจัย ปัจจุบันโมเลกุลยาชาและสายโซ่นาโนโพลีเมอร์ สามารถยึดติดกันเพียง 5-10% ซึ่งประสิทธิภาพไม่เพียงพอที่จะออกฤทธิ์ชาได้เต็มที่ นักวิจัยต้องการการยึดติดอย่างน้อย 50% หรือยิ่งมากก็ยิ่งดี เพื่อให้ยาชามีประสิทธิภาพมากที่สุด นอกจากนี้นักวิจัยยังทดลองใช้สายโซ่ไคติน-ไคโตซานที่สั้นลง รวมถึงปรับปรุงวิธีบรรจุ ค้นหาหมู่สารโมเลกุลที่เป็นขั้วและไม่เป็นขั้วชนิดไม่เป็นสารพิษมาเติมลงไป รศ.ดร.สุวบุญ กล่าว
โครงการวิจัยระบบนำส่งยาชาแบบทายังอยู่ในขั้นตอนเริ่มต้นและจะต้องพัฒนาต่อเนื่องไปเรื่อยๆ กระทั่งทดสอบในสัตว์และคนตามลำดับ คาดว่าจะใช้เวลาอีก 1 ปี จึงจะพร้อมทดสอบในคน
>http://news.mjob.in.th/technology/cat8/news2602/
จุฬาฯประยุกต์ใช้เทคโนโลยีนาโน ออกแบบระบบนำส่งยาชาในรูปแบบยาทาแทนยาฉีด เล็งสนองความต้องการธุรกิจความงาม รวมถึงการผ่าตัดในคนไข้เด็ก รศ.ดร.สุวบุญจิรชาญชัย รองผู้อำนวยการฝ่ายการวิจัย วิทยาลัยปิโตรเลียมและปิโตรเคมี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า ทีมงานอยู่ระหว่างพัฒนาระบบนำส่งยาชา ให้เป็นสารขนาดนาโนเมตรใช้ทาผ่านผิวหนัง เหมาะใช้ในธุรกิจศัลยกรรมความงาม และวางยารักษาผู้ป่วยเด็ก
การให้ยาชาก่อนผ่าตัดมักฉีดเข้าสู่บริเวณที่ต้องการให้ยาออกฤทธิ์ชา โดยเฉพาะการทำศัลยกรรมบนใบหน้า ทำให้คนไข้รู้สึกเจ็บ แต่ยาชาที่บรรจุในแคปซูลนาโนไม่ต้องใช้เข็มฉีดเข้าสู่ร่างกาย เพียงแค่ใช้ยาเปิดผิวหนังเพื่อกระตุ้นผิวหนัง ก่อนทายาชาให้ซึมออกฤทธิ์บริเวณชั้นผิวหนังที่ต้องการ ยาชานาโนเป็นงานวิจัยใน โครงการพัฒนานาโนไคติน-ไคโตซาน เพื่อเป็นจุลยานต้นแบบของการนำส่งยาชาเฉพาะแห่ง
ทีมวิจัยเลือกใช้วัสดุไคโตซาน ซึ่งเป็นสารสกัดที่ได้จากเปลือกกุ้งและกระดองปู เป็นสารนำส่งยาโดยควบคุมโครงสร้างให้เป็นวัสดุนาโน และออกแบบทิศทางให้โมเลกุลจัดเรียงตัวและรวมกลุ่มเป็นทรงกลม โดยมีช่องว่างอยู่ตรงกลางสำหรับบรรจุยา ความคืบหน้าของโครงงานวิจัย ปัจจุบันโมเลกุลยาชาและสายโซ่นาโนโพลีเมอร์ สามารถยึดติดกันเพียง 5-10% ซึ่งประสิทธิภาพไม่เพียงพอที่จะออกฤทธิ์ชาได้เต็มที่ นักวิจัยต้องการการยึดติดอย่างน้อย 50% หรือยิ่งมากก็ยิ่งดี เพื่อให้ยาชามีประสิทธิภาพมากที่สุด นอกจากนี้นักวิจัยยังทดลองใช้สายโซ่ไคติน-ไคโตซานที่สั้นลง รวมถึงปรับปรุงวิธีบรรจุ ค้นหาหมู่สารโมเลกุลที่เป็นขั้วและไม่เป็นขั้วชนิดไม่เป็นสารพิษมาเติมลงไป รศ.ดร.สุวบุญ กล่าว
โครงการวิจัยระบบนำส่งยาชาแบบทายังอยู่ในขั้นตอนเริ่มต้นและจะต้องพัฒนาต่อเนื่องไปเรื่อยๆ กระทั่งทดสอบในสัตว์และคนตามลำดับ คาดว่าจะใช้เวลาอีก 1 ปี จึงจะพร้อมทดสอบในคน
>http://news.mjob.in.th/technology/cat8/news2602/
พลาสเตอร์ยานาโน
พลาสเตอร์ยานาโนรักษาแผลเบาหวาน
สำหรับผู้ป่วยเบาหวานแล้ว สิ่งที่พวกเขาหวาดกลัวมากที่สุดคือ แผลที่อาจเกิดขึ้นบริเวณเท้า ซึ่งรักาให้หายยาก และท้ายที่สุดต้องลงเอยที่การตัดเท้าทิ้ง พลาดเตอร์ยาที่ใช้ระบบส่งยาอนุภาคระดับนาโน สามารถช่วยให้แผลหายได้เร็วขึ้น นักวิจัยศูนย์นาโนเทคพัฒนาพลาสเตอร์ยานาโนที่บรรจุยาปฏิชีวนะไว้ภายใน หวังใช้ฆ่าเชื้อแบคทีเรียในแผลผู้ป่วยโรคเบาหวานที่หายยาก ชูจุดเด่นควบคุมการปลดปล่อยตัวยาได้ทั้งปริมาณและระยะเวลาตามต้องการ คาดอีกหนึ่งปีได้เห็นผลิตภัณฑ์ต้นแบบพร้อมผลิตเชิงพาณิชย์แน่นอน ดร.อุรชา รังสาดทอง นักวิจัยจากศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ (นาโนเทค) เปิดเผยว่า โครงการวิจัยเรื่อง "การผลิตเส้นใยนาโนของโพลิเมอร์เพื่อพัฒนาระบบนำส่งยาปฏิชีวนะ" เป็นความร่วมมือกับศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (เอ็มเทค) และวิทยาลัยปิโตรเลียมและปิโตรเคมี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาพลาสเตอร์ยาสำหรับใช้รักษาแผลที่หายยากของผู้ป่วยโรคเบาหวาน งานวิจัยชิ้นนี้ ได้รับงบประมาณสนับสนุนจากศูนย์นาโนเทคจำนวน 3 แสนบาท เป็นการดึงนาโนเทคโนโลยีมาช่วยในการนำส่งยาปฏิชีวนะเพื่อใช้รักษาแผลเฉพาะที่ ด้วยการใช้เทคนิคที่เรียกว่า อิเล็กโตรสปินนิ่ง (Electrospinning) หรือกระบวนการปั่นเส้นใยด้วยไฟฟ้าสถิต เพื่อให้ได้เส้นใยขนาดนาโนออกมา ซึ่งโพลิเมอร์ที่ทีมวิจัยเลือกมาใช้ในครั้งนี้ ได้แก่ พีวีเอ (Polyvinyl alcohol : PVA) ส่วนตัวยาปฏิชีวนะที่จะนำมาบรรจุลงในเส้นใย คือ ซีฟาเล็กซิน (Cephalexin) มีฤทธิ์ยับยั้งการเจริญเติบโตของแบคทีเรียที่เกิดการติดเชื้อบริเวณผิวหนังได้ดี จึงเหมาะกับผู้ป่วยโรคเบาหวาน เนื่องจากคนกลุ่มนี้เกิดเป็นแผลได้ง่าย เพราะมีระดับน้ำตาลในตัวปริมาณมาก เมื่อเป็นแผลแล้วก็จะหายช้า บางรายถึงขั้นต้องตัดอวัยวะที่ติดเชื้อทิ้งเพื่อป้องกันไม่ให้แผลเกิดการลุกลามก็มี สำหรับขั้นตอนการผลิต ดร.อุรชาอธิบายว่า ขั้นแรกต้องนำเอาตัวยามาละลายผสมกับโพลิเมอร์พีวีเอก่อน จากนั้นก็นำมาผ่านกระบวนการอิเล็กโตรสปินนิ่งให้ได้เส้นใยที่มีขนาดเล็กประมาณ 100-150 นาโนเมตร ซึ่งมียาปฏิชีวนะบรรจุไว้ภายใน จากขั้นตอนนี้ไปก็สามารถนำไปประยุกต์ทำเป็นแผ่นแปะหรือพลาสเตอร์ยาสำหรับใช้บริเวณผิวหนังได้ อย่างไรก็ตาม เทคโนโลยีในลักษณะนี้มีให้เห็นแล้วในต่างประเทศ เช่นในสหรัฐได้นำไปประยุกต์ใช้ในการผลิตเครื่องแบบทหาร มีคุณสมบัติช่วยลดการติดเชื้อและช่วยระบายเหงื่อและอากาศให้ดีขึ้น ปัจจุบันทีมวิจัยของไทยชุดนี้ สามารถควบคุมการปลดปล่อยตัวยาสู่บาดแผลได้แล้ว เนื่องจากแผ่นแปะซึ่งอยู่ในรูปของเส้นใยขนาดเล็กระดับนาโน ทำให้สามารถปลดปล่อยตัวยาออกมาได้ช้าและต่อเนื่อง ต่างจากการใส่ยาปกติที่จะไม่มีความต่อเนื่องในการส่งยาไปสู่บาดแผล อีกทั้งตัวยาก็จะออกมาเร็วเกินความต้องการ และจากการทดสอบในห้องปฏิบัติการพบว่า เส้นใยนาโนที่ผลิตขึ้นมานี้ไม่มีพิษต่อเซลล์ร่างกายแต่อย่างใด ดร.อุรชา บอกว่าเคล็ดลับในการควบคุมการปลดปล่อยยาของเส้นใยนั้น ขึ้นอยู่กับอัตราส่วนผสมระหว่างตัวยากับโพลิเมอร์ ขนาดของเส้นใย และชนิดของโพลิเมอร์ที่เลือกใช้ เช่น หากเลือกใช้โพลิเมอร์ที่ชอบน้ำ เวลาแปะลงไปที่ผิวหนัง เมื่อร่างกายมีเหงื่อเกิดขึ้น โพลิเมอร์ก็จะค่อยๆ ย่อยสลายและปล่อยตัวยาออกมาได้ "ตอนนี้กำลังทดสอบดูว่าต้องใช้ระยะ เวลานานแค่ไหนตัวยาถึงจะหมดแผ่น ซึ่งขณะนี้สามารถกำหนดระยะเวลาในการส่งยาจากแผ่นแปะไปยังแผลได้ประมาณ 2 วัน และขั้นต่อไปจะเป็นการพัฒนาให้อยู่ในรูปของพลาสเตอร์ยา คาดว่าหนึ่งปีก็น่าจะได้ผลิตภัณฑ์ต้นแบบออกมา หากสำเร็จก็จะเป็นทางเลือกใหม่ของระบบนำส่งยาทางผิวหนังได้" ดร.อุรชา กล่าว
>http://azooga.com/content_detail.php?cno=215
สำหรับผู้ป่วยเบาหวานแล้ว สิ่งที่พวกเขาหวาดกลัวมากที่สุดคือ แผลที่อาจเกิดขึ้นบริเวณเท้า ซึ่งรักาให้หายยาก และท้ายที่สุดต้องลงเอยที่การตัดเท้าทิ้ง พลาดเตอร์ยาที่ใช้ระบบส่งยาอนุภาคระดับนาโน สามารถช่วยให้แผลหายได้เร็วขึ้น นักวิจัยศูนย์นาโนเทคพัฒนาพลาสเตอร์ยานาโนที่บรรจุยาปฏิชีวนะไว้ภายใน หวังใช้ฆ่าเชื้อแบคทีเรียในแผลผู้ป่วยโรคเบาหวานที่หายยาก ชูจุดเด่นควบคุมการปลดปล่อยตัวยาได้ทั้งปริมาณและระยะเวลาตามต้องการ คาดอีกหนึ่งปีได้เห็นผลิตภัณฑ์ต้นแบบพร้อมผลิตเชิงพาณิชย์แน่นอน ดร.อุรชา รังสาดทอง นักวิจัยจากศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ (นาโนเทค) เปิดเผยว่า โครงการวิจัยเรื่อง "การผลิตเส้นใยนาโนของโพลิเมอร์เพื่อพัฒนาระบบนำส่งยาปฏิชีวนะ" เป็นความร่วมมือกับศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (เอ็มเทค) และวิทยาลัยปิโตรเลียมและปิโตรเคมี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาพลาสเตอร์ยาสำหรับใช้รักษาแผลที่หายยากของผู้ป่วยโรคเบาหวาน งานวิจัยชิ้นนี้ ได้รับงบประมาณสนับสนุนจากศูนย์นาโนเทคจำนวน 3 แสนบาท เป็นการดึงนาโนเทคโนโลยีมาช่วยในการนำส่งยาปฏิชีวนะเพื่อใช้รักษาแผลเฉพาะที่ ด้วยการใช้เทคนิคที่เรียกว่า อิเล็กโตรสปินนิ่ง (Electrospinning) หรือกระบวนการปั่นเส้นใยด้วยไฟฟ้าสถิต เพื่อให้ได้เส้นใยขนาดนาโนออกมา ซึ่งโพลิเมอร์ที่ทีมวิจัยเลือกมาใช้ในครั้งนี้ ได้แก่ พีวีเอ (Polyvinyl alcohol : PVA) ส่วนตัวยาปฏิชีวนะที่จะนำมาบรรจุลงในเส้นใย คือ ซีฟาเล็กซิน (Cephalexin) มีฤทธิ์ยับยั้งการเจริญเติบโตของแบคทีเรียที่เกิดการติดเชื้อบริเวณผิวหนังได้ดี จึงเหมาะกับผู้ป่วยโรคเบาหวาน เนื่องจากคนกลุ่มนี้เกิดเป็นแผลได้ง่าย เพราะมีระดับน้ำตาลในตัวปริมาณมาก เมื่อเป็นแผลแล้วก็จะหายช้า บางรายถึงขั้นต้องตัดอวัยวะที่ติดเชื้อทิ้งเพื่อป้องกันไม่ให้แผลเกิดการลุกลามก็มี สำหรับขั้นตอนการผลิต ดร.อุรชาอธิบายว่า ขั้นแรกต้องนำเอาตัวยามาละลายผสมกับโพลิเมอร์พีวีเอก่อน จากนั้นก็นำมาผ่านกระบวนการอิเล็กโตรสปินนิ่งให้ได้เส้นใยที่มีขนาดเล็กประมาณ 100-150 นาโนเมตร ซึ่งมียาปฏิชีวนะบรรจุไว้ภายใน จากขั้นตอนนี้ไปก็สามารถนำไปประยุกต์ทำเป็นแผ่นแปะหรือพลาสเตอร์ยาสำหรับใช้บริเวณผิวหนังได้ อย่างไรก็ตาม เทคโนโลยีในลักษณะนี้มีให้เห็นแล้วในต่างประเทศ เช่นในสหรัฐได้นำไปประยุกต์ใช้ในการผลิตเครื่องแบบทหาร มีคุณสมบัติช่วยลดการติดเชื้อและช่วยระบายเหงื่อและอากาศให้ดีขึ้น ปัจจุบันทีมวิจัยของไทยชุดนี้ สามารถควบคุมการปลดปล่อยตัวยาสู่บาดแผลได้แล้ว เนื่องจากแผ่นแปะซึ่งอยู่ในรูปของเส้นใยขนาดเล็กระดับนาโน ทำให้สามารถปลดปล่อยตัวยาออกมาได้ช้าและต่อเนื่อง ต่างจากการใส่ยาปกติที่จะไม่มีความต่อเนื่องในการส่งยาไปสู่บาดแผล อีกทั้งตัวยาก็จะออกมาเร็วเกินความต้องการ และจากการทดสอบในห้องปฏิบัติการพบว่า เส้นใยนาโนที่ผลิตขึ้นมานี้ไม่มีพิษต่อเซลล์ร่างกายแต่อย่างใด ดร.อุรชา บอกว่าเคล็ดลับในการควบคุมการปลดปล่อยยาของเส้นใยนั้น ขึ้นอยู่กับอัตราส่วนผสมระหว่างตัวยากับโพลิเมอร์ ขนาดของเส้นใย และชนิดของโพลิเมอร์ที่เลือกใช้ เช่น หากเลือกใช้โพลิเมอร์ที่ชอบน้ำ เวลาแปะลงไปที่ผิวหนัง เมื่อร่างกายมีเหงื่อเกิดขึ้น โพลิเมอร์ก็จะค่อยๆ ย่อยสลายและปล่อยตัวยาออกมาได้ "ตอนนี้กำลังทดสอบดูว่าต้องใช้ระยะ เวลานานแค่ไหนตัวยาถึงจะหมดแผ่น ซึ่งขณะนี้สามารถกำหนดระยะเวลาในการส่งยาจากแผ่นแปะไปยังแผลได้ประมาณ 2 วัน และขั้นต่อไปจะเป็นการพัฒนาให้อยู่ในรูปของพลาสเตอร์ยา คาดว่าหนึ่งปีก็น่าจะได้ผลิตภัณฑ์ต้นแบบออกมา หากสำเร็จก็จะเป็นทางเลือกใหม่ของระบบนำส่งยาทางผิวหนังได้" ดร.อุรชา กล่าว
>http://azooga.com/content_detail.php?cno=215
อิเล็กทรอนิกส์พิมพ์ได้(2)
อิเล็กทรอนิกส์พิมพ์ได้...โอกาสของไทยมาถึงแล้ว
Body: ดร.อดิสร เตือนตรานนท์
ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ
กรุงเทพธุรกิจ 2008 March, 14
อิเล็กทรอนิกส์แบบพลาสติก (Plastic Electronics) หรือที่เราอาจเรียกว่า E-plastic ทำจากวัสดุประเภทโพลิเมอร์แบบอินทรีย์ ซึ่งเป็นโมเลกุลขนาดเล็กที่สามารถนำไฟฟ้าได้และมีคุณสมบัติคล้ายวัสดุกึ่งตัวนำ นำมาสามารถสร้างเป็นวงจรทรานซิสเตอร์แบบฟิล์มบางบนวัสดุได้หลากหลายแบบรวมทั้งพลาสติก มันสามารถสร้างขึ้นด้วยเทคนิคการพิมพ์แบบอิงค์เจ็ต แต่แทนที่จะเป็นหมึกพิมพ์ เราก็ใช้หมึกโพลิเมอร์แทน หรือใช้การพิมพ์แบบซิลสกรีน คล้ายเวลาเราสกรีนเสื้อยืด แต่เรากำลังพิมพ์ลายที่เล็กและละเอียดในระดับไมโครเมตร หรือการพิมพ์แบบม้วนต่อม้วนเหมือนการพิมพ์หีบห่อบรรจุภัณฑ์เพื่อผลิตเป็นจำนวนมากในคราวเดียวกัน และอีกวิธีหนึ่งที่ดูเหมือนจะเป็นที่สนใจกันมากและยังอยู่ในขั้นการวิจัยคือการสร้างโดยการพิมพ์กดหรือ Stamping โดยใช้แม่พิมพ์ที่มีลวดลายนูนเพื่อพิมพ์ลวดลายโพลิเมอร์เป็นลายวงจรที่เล็กระดับนาโนเมตร เทคนิคนี้คล้ายการพิมพ์หมึกด้วยตรายาง ดังนั้นแน่นอนว่าข้อดีของอิเล็กทรอนิกส์แบบพิมพ์ได้หรือเรียกว่า Printed Electronics นี้ก็คือไม่จำเป็นต้องใช้เครื่องมือราคาแพงสำหรับการสร้างวงจรประเภทนี้ (การสร้างโรงงานผลิตชิพอิเล็กทรอนิกส์ที่ใช้อยู่ในปัจจุบันต้องลงทุนไม่ต่ำกว่า 40,000-50,000 ล้านบาทต่อโรงงาน) ล่าสุดข้อมูลจากบริษัทวิจัย Nanomarkets คาดการณ์ว่าตลาดผลิตภัณฑ์ที่ทำจากอิเล็กทรอนิกส์พลาสติกนี้จะเติบโตจากประมาณ 70 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ไปเป็น 5,800 ล้านเหรียญ (ประมาณ 230,000 ล้านบาท) ภายในปี ค.ศ. 2009 ถึงแม้ตัวเลขนี้ยังไม่สูงมากนักเมื่อเทียบกับยอดขายชิพอิเล็กทรอนิกส์ต่อปีของบริษัทยักษ์ใหญ่อย่างอินเทล แต่ก็เป็นเทคโนโลยีที่บริษัทคู่แข่งอย่างโมโตโรล่าให้ความสำคัญและทุ่มวิจัยอยู่ในปัจจุบัน แน่นอนว่าความเร็วในการทำงานของชิพพลาสติกนี้ยังเทียบชั้นไม่ได้กับชิพแบบซิลิกอน จึงอาจจะไม่เหมาะกับการใช้เป็นชิพหน่วยประมวลผลหรือหน่วยความจำ แต่ในการใช้งาน
บางอย่างที่ความเร็วของวงจรไม่เป็นปัจจัยสำคัญอย่างเช่น จอแสดงผล หรือแผงเซลล์แสงอาทิตย์ หรือในวงจรเล็กๆ ไม่ซับซ้อนอย่างบัตรสมาร์ทการ์ด หรือชิพ RFID ซึ่งสามารถพิมพ์ลายวงจรบนหีบห่อได้โดยตรงเช่นเดียวกันกับการพิมพ์ตัวหนังสือบนกระดาษ ก็น่าจะมีโอกาสทางการตลาดอยู่ไม่น้อย ข้อมูลวิจัยจากบริษัท IDTechEX คาดการณ์ได้ว่าในอีกสิบปีข้างหน้า (ค.ศ. 2017) จะมีผลิตภัณฑ์อิเล็กทรอนิกส์ที่สร้างด้วยการพิมพ์เพิ่มสูงขึ้นเป็นร้อยละ 90 ดังนั้นจะเห็นได้ว่าอุตสาหกรรมการพิมพ์จะต้องเข้ามามีบทบาทที่สำคัญในการผลิตสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ในอนาคตอย่างแน่นอน ดังนั้นมันเป็นโอกาสของเราแล้ว อุตสาหกรรมการพิมพ์ของไทยที่มีความก้าวหน้าเป็นอันดับต้นๆ ในเอเชีย ถ้าเข้าใจในผลกระทบของเทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์พลาสติกก็จะต้องรีบปรับตัวและเตรียมตัวให้พร้อมรับกับการใช้เทคโนโลยีการพิมพ์ของตนกับการพิมพ์วัสดุโพลิเมอร์อื่นๆ ที่ไม่ใช่หมึกพิมพ์แต่เพียงอย่างเดียว ประเทศไทยจะได้ไม่ตกขบวนรถไฟ และใครจะเชื่อว่าในอนาคตไทยอาจจะเหมือนไต้หวันซึ่งเป็นผู้ผลิตชิปอิเล็กทรอนิกส์รายใหญ่ที่สุดในปัจจุบันก็ได้เพราะอิเล็กทรอนิกส์พิมพ์ได้นั่นเอง
Body: ดร.อดิสร เตือนตรานนท์
ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ
กรุงเทพธุรกิจ 2008 March, 14
อิเล็กทรอนิกส์แบบพลาสติก (Plastic Electronics) หรือที่เราอาจเรียกว่า E-plastic ทำจากวัสดุประเภทโพลิเมอร์แบบอินทรีย์ ซึ่งเป็นโมเลกุลขนาดเล็กที่สามารถนำไฟฟ้าได้และมีคุณสมบัติคล้ายวัสดุกึ่งตัวนำ นำมาสามารถสร้างเป็นวงจรทรานซิสเตอร์แบบฟิล์มบางบนวัสดุได้หลากหลายแบบรวมทั้งพลาสติก มันสามารถสร้างขึ้นด้วยเทคนิคการพิมพ์แบบอิงค์เจ็ต แต่แทนที่จะเป็นหมึกพิมพ์ เราก็ใช้หมึกโพลิเมอร์แทน หรือใช้การพิมพ์แบบซิลสกรีน คล้ายเวลาเราสกรีนเสื้อยืด แต่เรากำลังพิมพ์ลายที่เล็กและละเอียดในระดับไมโครเมตร หรือการพิมพ์แบบม้วนต่อม้วนเหมือนการพิมพ์หีบห่อบรรจุภัณฑ์เพื่อผลิตเป็นจำนวนมากในคราวเดียวกัน และอีกวิธีหนึ่งที่ดูเหมือนจะเป็นที่สนใจกันมากและยังอยู่ในขั้นการวิจัยคือการสร้างโดยการพิมพ์กดหรือ Stamping โดยใช้แม่พิมพ์ที่มีลวดลายนูนเพื่อพิมพ์ลวดลายโพลิเมอร์เป็นลายวงจรที่เล็กระดับนาโนเมตร เทคนิคนี้คล้ายการพิมพ์หมึกด้วยตรายาง ดังนั้นแน่นอนว่าข้อดีของอิเล็กทรอนิกส์แบบพิมพ์ได้หรือเรียกว่า Printed Electronics นี้ก็คือไม่จำเป็นต้องใช้เครื่องมือราคาแพงสำหรับการสร้างวงจรประเภทนี้ (การสร้างโรงงานผลิตชิพอิเล็กทรอนิกส์ที่ใช้อยู่ในปัจจุบันต้องลงทุนไม่ต่ำกว่า 40,000-50,000 ล้านบาทต่อโรงงาน) ล่าสุดข้อมูลจากบริษัทวิจัย Nanomarkets คาดการณ์ว่าตลาดผลิตภัณฑ์ที่ทำจากอิเล็กทรอนิกส์พลาสติกนี้จะเติบโตจากประมาณ 70 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ไปเป็น 5,800 ล้านเหรียญ (ประมาณ 230,000 ล้านบาท) ภายในปี ค.ศ. 2009 ถึงแม้ตัวเลขนี้ยังไม่สูงมากนักเมื่อเทียบกับยอดขายชิพอิเล็กทรอนิกส์ต่อปีของบริษัทยักษ์ใหญ่อย่างอินเทล แต่ก็เป็นเทคโนโลยีที่บริษัทคู่แข่งอย่างโมโตโรล่าให้ความสำคัญและทุ่มวิจัยอยู่ในปัจจุบัน แน่นอนว่าความเร็วในการทำงานของชิพพลาสติกนี้ยังเทียบชั้นไม่ได้กับชิพแบบซิลิกอน จึงอาจจะไม่เหมาะกับการใช้เป็นชิพหน่วยประมวลผลหรือหน่วยความจำ แต่ในการใช้งาน
บางอย่างที่ความเร็วของวงจรไม่เป็นปัจจัยสำคัญอย่างเช่น จอแสดงผล หรือแผงเซลล์แสงอาทิตย์ หรือในวงจรเล็กๆ ไม่ซับซ้อนอย่างบัตรสมาร์ทการ์ด หรือชิพ RFID ซึ่งสามารถพิมพ์ลายวงจรบนหีบห่อได้โดยตรงเช่นเดียวกันกับการพิมพ์ตัวหนังสือบนกระดาษ ก็น่าจะมีโอกาสทางการตลาดอยู่ไม่น้อย ข้อมูลวิจัยจากบริษัท IDTechEX คาดการณ์ได้ว่าในอีกสิบปีข้างหน้า (ค.ศ. 2017) จะมีผลิตภัณฑ์อิเล็กทรอนิกส์ที่สร้างด้วยการพิมพ์เพิ่มสูงขึ้นเป็นร้อยละ 90 ดังนั้นจะเห็นได้ว่าอุตสาหกรรมการพิมพ์จะต้องเข้ามามีบทบาทที่สำคัญในการผลิตสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ในอนาคตอย่างแน่นอน ดังนั้นมันเป็นโอกาสของเราแล้ว อุตสาหกรรมการพิมพ์ของไทยที่มีความก้าวหน้าเป็นอันดับต้นๆ ในเอเชีย ถ้าเข้าใจในผลกระทบของเทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์พลาสติกก็จะต้องรีบปรับตัวและเตรียมตัวให้พร้อมรับกับการใช้เทคโนโลยีการพิมพ์ของตนกับการพิมพ์วัสดุโพลิเมอร์อื่นๆ ที่ไม่ใช่หมึกพิมพ์แต่เพียงอย่างเดียว ประเทศไทยจะได้ไม่ตกขบวนรถไฟ และใครจะเชื่อว่าในอนาคตไทยอาจจะเหมือนไต้หวันซึ่งเป็นผู้ผลิตชิปอิเล็กทรอนิกส์รายใหญ่ที่สุดในปัจจุบันก็ได้เพราะอิเล็กทรอนิกส์พิมพ์ได้นั่นเอง
พลาสติกอิเล็กทรอนิกส์(1)
พลาสติกอิเล็กทรอนิกส์: อนาคตของไอทียุคหน้า
ดร. อดิสร เตือนตรานนท์
ผู้อำนวยการห้องปฏิบัติการวิจัยนาโนอิเล็กทรอนิกส์และเครื่องกลจุลภาค
ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค)
กรุงเทพธุรกิจ 2008 March, 7
เช้าขึ้นมา เรานั่งอ่านหนังสือพิมพ์ที่เป็น “พลาสติก” ไม่ใช่กระดาษ อาจจะเป็นเรื่องปกติที่เราคุ้นเคยกันในอนาคตอันใกล้นี้ เนื่องจากเรามีจอภาพอิเล็กทรอนิกส์ที่โค้งงอได้หรือที่ม้วนเก็บได้ ชิปอิเล็กทรอนิกส์ที่ทำจากซิลิกอนที่เปราะบาง แตกหักง่าย ใช้ผลิตจอภาพแบบเดิมบนหน้าจอโทรศัพท์มือถืออาจต้องหมดยุค เพราะแนวโน้มอุปกรณ์แบบพกพากำลังมาแรง ไม่ว่าจะเป็นคอมพิวเตอร์แบบพกพา เครื่องเล่นเพลง MP3 เครื่องเล่นภาพยนตร์แบบพกพา อุปกรณ์เหล่านี้จะมีขนาดที่เล็กลง แต่ยังต้องการส่วนจอแสดงผลที่ใหญ่เพื่อแสดงข้อมูลแบบมัลติมีเดียได้สะใจวัยรุ่น ทั้งหมดนี้จะเป็นไปได้ก็ต้องอาศัยอิเล็กทรอนิกส์แบบพลาสติก (Plastic Electronics)
พลาสติกอิเล็กทรอนิกส์เป็นการประยุกต์ใช้โพลิเมอร์นำไฟฟ้าที่เป็นโมเลกุลอินทรีย์มาสร้างเป็นพลาสติกที่สามารถนำไฟฟ้าได้และนำมาสร้างเป็นวงจรหรือเป็นฐานรอง (Substrate) สำหรับอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ในยุคหน้า โดยวิธีการสร้างแบบใหม่ที่ใช้การพิมพ์เป็นหลัก ด้วยการพิมพ์หมึกหรือโพลิเมอร์ที่นำไฟฟ้าลงบนลายวงจรด้วยเทคนิคการพิมพ์แบบเดียวกับหนังสือพิมพ์ที่ท่านอ่านอยู่นี้ ไม่ว่าจะเป็นการพิมพ์แบบออฟเซ็ต (offset) หรือแบบอิงค์เจ็ต (inkjet) ก็ตาม การสร้างชิปวงจรอิเล็กทรอนิกส์แบบใหม่นี้ทำให้เราสามารถสร้างสรรค์การใช้งานแบบใหม่ๆ ที่ชิปอิเล็กทรอนิกส์แบบที่เราคุ้นเคยไม่สามารถทำได้ เช่น RFID ที่มีราคาถูกสามารถใช้แล้วทิ้งได้ จอภาพแบบใหม่ที่สามารถโค้งงอหรือม้วนได้ เซลล์แสงอาทิตย์ที่สามารถพิมพ์ลงบนหลังคาหรือพนังได้โดยตรง เป็นต้น
ในอดีตไม่กี่ปีที่ผ่านมา วงจรอิเล็กทรอนิกส์ที่สร้างด้วยการพิมพ์ลงบนแผ่นพลาสติกเป็นเพียงความหวังและความคิดเชิงทฤษฎี และมีเพียงต้นแบบที่สามารถทำได้ในห้องปฏิบัติการเท่านั้น แต่ในปัจจุบันชิปอิเล็กทรอนิกส์แบบพลาสติกถูกนำมาใช้อย่างกว้างขวางในการสร้างจอภาพขนาดเล็กที่เรียกว่า OLED หรือ Organic Light Emitting Diode (OLED) ซึ่งนำไปใช้ในกล้องดิจิตอลหรือโทรศัพท์มือถือทำให้ได้ภาพที่คมชัด มีสีสรรงดงามและประหยัดไฟ การสร้างวงจรกำเนิดเสียงติดบนการ์ดอวยพรซึ่งมีราคาถูกมากและกินไฟน้อยมาก และเริ่มนำมาใช้พิมพ์วงจร RFID บนสติกเกอร์ใช้ติดบนกล่องพัสดุ ซึ่งมีราคาถูกกว่าชิปแบบซิลิกอนหลายเท่าตัว จึงทำให้ผู้ใช้งานมีแรงจูงใจที่จะเปลี่ยนมาใช้ชิปแบบใหม่ ในปัจจุบันวงจรอิเล็กทรอนิกส์แบบพลาสติกจะทำให้เราสร้างจอภาพขนาดใหญ่ขึ้น บางลง กินไฟน้อยลงและต้นทุนถูกลงได้ จอโทรทัศน์แบบแบน (Flat screen TV) ที่สร้างบนพลาสติกจึงมีความเป็นไปได้สูงและเปิดแนวคิดใหม่ของการโฆษณากลางแจ้ง จอโค้งงอได้ทำให้สามารถนำไปพันรอบเสาเพื่อแสดงภาพโฆษณาได้ นอกจากนี้บรรจุภัณฑ์ที่สามารถแสดงข้อมูลเหมือนจอภาพบนกล่องหรือหีบห่อ ซึ่งอาจจะเป็นโฆษณาสินค้า บอกข้อมูลสินค้าหรือส่งข้อมูลไปยังสต็อกสินค้าก็อาจจะปฏิวัติอุตสาหกรรมการค้าส่งและค้าปลีก ดังนั้นอุตสาหกรรมพลาสติกอิเล็กทรอนิกส์จึงเป็นที่น่าสนใจและมีการลงทุนสูงมากทั่วโลก แล้วผู้ประกอบการไทยจะตกขบวนรถไฟนี้หรือ ติดตามต่อสัปดาห์หน้าครับ
ดร. อดิสร เตือนตรานนท์
ผู้อำนวยการห้องปฏิบัติการวิจัยนาโนอิเล็กทรอนิกส์และเครื่องกลจุลภาค
ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค)
กรุงเทพธุรกิจ 2008 March, 7
เช้าขึ้นมา เรานั่งอ่านหนังสือพิมพ์ที่เป็น “พลาสติก” ไม่ใช่กระดาษ อาจจะเป็นเรื่องปกติที่เราคุ้นเคยกันในอนาคตอันใกล้นี้ เนื่องจากเรามีจอภาพอิเล็กทรอนิกส์ที่โค้งงอได้หรือที่ม้วนเก็บได้ ชิปอิเล็กทรอนิกส์ที่ทำจากซิลิกอนที่เปราะบาง แตกหักง่าย ใช้ผลิตจอภาพแบบเดิมบนหน้าจอโทรศัพท์มือถืออาจต้องหมดยุค เพราะแนวโน้มอุปกรณ์แบบพกพากำลังมาแรง ไม่ว่าจะเป็นคอมพิวเตอร์แบบพกพา เครื่องเล่นเพลง MP3 เครื่องเล่นภาพยนตร์แบบพกพา อุปกรณ์เหล่านี้จะมีขนาดที่เล็กลง แต่ยังต้องการส่วนจอแสดงผลที่ใหญ่เพื่อแสดงข้อมูลแบบมัลติมีเดียได้สะใจวัยรุ่น ทั้งหมดนี้จะเป็นไปได้ก็ต้องอาศัยอิเล็กทรอนิกส์แบบพลาสติก (Plastic Electronics)
พลาสติกอิเล็กทรอนิกส์เป็นการประยุกต์ใช้โพลิเมอร์นำไฟฟ้าที่เป็นโมเลกุลอินทรีย์มาสร้างเป็นพลาสติกที่สามารถนำไฟฟ้าได้และนำมาสร้างเป็นวงจรหรือเป็นฐานรอง (Substrate) สำหรับอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ในยุคหน้า โดยวิธีการสร้างแบบใหม่ที่ใช้การพิมพ์เป็นหลัก ด้วยการพิมพ์หมึกหรือโพลิเมอร์ที่นำไฟฟ้าลงบนลายวงจรด้วยเทคนิคการพิมพ์แบบเดียวกับหนังสือพิมพ์ที่ท่านอ่านอยู่นี้ ไม่ว่าจะเป็นการพิมพ์แบบออฟเซ็ต (offset) หรือแบบอิงค์เจ็ต (inkjet) ก็ตาม การสร้างชิปวงจรอิเล็กทรอนิกส์แบบใหม่นี้ทำให้เราสามารถสร้างสรรค์การใช้งานแบบใหม่ๆ ที่ชิปอิเล็กทรอนิกส์แบบที่เราคุ้นเคยไม่สามารถทำได้ เช่น RFID ที่มีราคาถูกสามารถใช้แล้วทิ้งได้ จอภาพแบบใหม่ที่สามารถโค้งงอหรือม้วนได้ เซลล์แสงอาทิตย์ที่สามารถพิมพ์ลงบนหลังคาหรือพนังได้โดยตรง เป็นต้น
ในอดีตไม่กี่ปีที่ผ่านมา วงจรอิเล็กทรอนิกส์ที่สร้างด้วยการพิมพ์ลงบนแผ่นพลาสติกเป็นเพียงความหวังและความคิดเชิงทฤษฎี และมีเพียงต้นแบบที่สามารถทำได้ในห้องปฏิบัติการเท่านั้น แต่ในปัจจุบันชิปอิเล็กทรอนิกส์แบบพลาสติกถูกนำมาใช้อย่างกว้างขวางในการสร้างจอภาพขนาดเล็กที่เรียกว่า OLED หรือ Organic Light Emitting Diode (OLED) ซึ่งนำไปใช้ในกล้องดิจิตอลหรือโทรศัพท์มือถือทำให้ได้ภาพที่คมชัด มีสีสรรงดงามและประหยัดไฟ การสร้างวงจรกำเนิดเสียงติดบนการ์ดอวยพรซึ่งมีราคาถูกมากและกินไฟน้อยมาก และเริ่มนำมาใช้พิมพ์วงจร RFID บนสติกเกอร์ใช้ติดบนกล่องพัสดุ ซึ่งมีราคาถูกกว่าชิปแบบซิลิกอนหลายเท่าตัว จึงทำให้ผู้ใช้งานมีแรงจูงใจที่จะเปลี่ยนมาใช้ชิปแบบใหม่ ในปัจจุบันวงจรอิเล็กทรอนิกส์แบบพลาสติกจะทำให้เราสร้างจอภาพขนาดใหญ่ขึ้น บางลง กินไฟน้อยลงและต้นทุนถูกลงได้ จอโทรทัศน์แบบแบน (Flat screen TV) ที่สร้างบนพลาสติกจึงมีความเป็นไปได้สูงและเปิดแนวคิดใหม่ของการโฆษณากลางแจ้ง จอโค้งงอได้ทำให้สามารถนำไปพันรอบเสาเพื่อแสดงภาพโฆษณาได้ นอกจากนี้บรรจุภัณฑ์ที่สามารถแสดงข้อมูลเหมือนจอภาพบนกล่องหรือหีบห่อ ซึ่งอาจจะเป็นโฆษณาสินค้า บอกข้อมูลสินค้าหรือส่งข้อมูลไปยังสต็อกสินค้าก็อาจจะปฏิวัติอุตสาหกรรมการค้าส่งและค้าปลีก ดังนั้นอุตสาหกรรมพลาสติกอิเล็กทรอนิกส์จึงเป็นที่น่าสนใจและมีการลงทุนสูงมากทั่วโลก แล้วผู้ประกอบการไทยจะตกขบวนรถไฟนี้หรือ ติดตามต่อสัปดาห์หน้าครับ
วิทยุนาโน
วิทยุนาโน...จิ๋วแต่แจ๋ว
ดร. อดิสร เตือนตรานนท์
ผู้อำนวยการหน่วยปฏิบัติการวิจัยนาโนอิเล็กทรอนิกส์และเครื่องกลจุลภาค
ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (NECTEC)
กรุงเทพธุรกิจ 2008 June, 06
ถ้าคุณมี ipod นาโนและคิดว่ามันเล็กแล้ว คุณกำลังคิดผิดเสียแล้ว เพราะในอนาคตเครื่องเล่น MP3 หรือวิทยุจะเล็กจิ๋วจนแทบมองไม่เห็น นักวิทยาศาสตร์ได้คิดค้นเครื่องรับส่งวิทยุที่เล็กระดับนาโนได้แล้ว โดยมันประกอบขึ้นด้วยท่อคาร์บอนนาโนเพียงเส้นเดียว (ท่อคาร์บอนนาโนเป็นท่อที่มีเส้นผ่านศูนย์กลางระดับไม่กี่นาโนเมตรหรือหนึ่งในพันล้านของเมตร ประกอบขึ้นจากอะตอมของธาตุคาร์บอนบริสุทธิ์เรียงตัวอย่างเป็นระเบียบ)
ฝันของนักเล่นวิทยุตั้งแต่ไหนแต่ไรก็คือ การย่อขนาดของเครื่องรับส่งสัญญาณวิทยุให้มีขนาดเล็กที่สุด ตั้งแต่การคิดค้นวิทยุทรานซิสเตอร์ขนาดเล็กพกพาได้โดยบริษัท RCA ของสหรัฐอเมริกาเมื่อปี ค.ศ. 1955 เป็นต้นมา จนกระทั่งปัจจุบันที่เราสามารถสร้างเครื่องรับและส่งสัญญาณวิทยุผ่านอากาศได้เล็กขนาดกลายเป็นชิพ ที่เราเรียกว่า RF-ID (Radio Frequency Identification Device) เพื่อใช้ในสมาร์ทการ์ดหรือบัตรรถไฟฟ้าที่ทุกท่านคุ้นเคย สามารถแตะแล้วเดินผ่านได้เลย แต่เทคโนโลยีนี้ได้ล้ำหน้าไปอีกขั้น เมื่อนักวิทยาศาสตร์สามารถคิดค้นวิธีการใหม่ในการรับส่งสัญญาณวิทยุด้วยท่อคาร์บอนนาโนเพียงเส้นเดียว โดยอาศัยการสั่นของท่อคาร์บอนนาโนซึ่งเป็นทั้งตัวรับและส่งสัญญาณวิทยุ เมื่อท่อคาร์บอนนาโนสั่นเป็นจังหวะ หลักการทำงานคือ ท่อคาร์บอนนาโนซึ่งมีปลายด้านหนึ่งถูกยึดติดกับขั้วโลหะ (ซึ่งเรียกว่าขั้วอิเล็กโตรด) และต่ออยู่กับแบตเตอรี่ และที่ปลายอีกด้านหนึ่งของท่อคาร์บอนนาโนนั้นก็จ่ออยู่กับขั้วอิเล็กโตรดอีกขั้วหนึ่งแต่มีระยะห่างเล็กน้อย เมื่อเราปล่อยศักย์ไฟฟ้าจากแบตเตอรี่ไประหว่างขั้วทั้งสอง อิเล็กตรอนจะไหลจากแบตเตอรี่ไปยังขั้วอิเล็กโตรดและไปตามท่อคาร์บอนนาโน และเมื่ออิเล็กตรอนวิ่งไปถึงปลายท่อจะกระโดดข้ามช่องเล็กๆ ไปยังขั้วอิเล็กโตรดอีกขั้วหนึ่ง เมื่อมีสัญญาณวิทยุ ท่อคาร์บอนนาโนก็จะสั่นตามสัญญาณวิทยุซึ่งเป็นคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (Electromagnetic wave) ที่ได้รับ ทำให้ปลายของท่อสั่นตามไปด้วยจึงทำให้ระยะห่างจากขั้วอิเล็กโตรดเปลี่ยนไป จึงมีผลทำให้จำนวนอิเล็กตรอนที่กระโดดข้ามเปลี่ยนไป (เมื่อระยะห่างมาก จำนวนอิเล็กตรอนที่สามารถกระโดดข้ามก็จะน้อยลง) ดังนั้นจึงทำให้เกิดสัญญาณทางไฟฟ้าขึ้นตามสัญญาณวิทยุที่ได้รับ อาจจะเรียกได้ว่า ท่อคาร์บอนนาโนทำหน้าที่คล้ายกับเครื่องรับวิทยุนั่นเอง และในทางกลับกันถ้าเราจะส่งสัญญาณวิทยุก็สามารถทำได้เช่นกันโดยใส่สัญญาณไฟฟ้าเพื่อให้ท่อคาร์บอนนาโนสั่นเกิดเป็นสัญญาณแม่เหล็กไฟฟ้าหรือสัญญาณวิทยุนั่นเอง การคิดค้นนี้ได้รับการจัดให้เป็นหนึ่งในสิบเทคโนโลยีเกิดใหม่ (Emerging Technology) ประจำปีล่าสุดนี้ (2008) โดยนิตยสาร Technology Review ของ สถาบัน MIT เนื่องจากเทคโนโลยีนี้คาดว่าจะทำให้การรับส่งสัญญาณวิทยุเล็กลงและง่ายขึ้น ถ้าเรานำไปติดกับเซ็นเซอร์จิ๋วที่สามารถวัดปริมาณกลูโคสในกระแสเลือดของผู้ป่วยเบาหวาน ก็จะทำให้เราสามารถสร้างยาแคปซูลอัจฉริยะ (Smart Pill) ได้ โดยเมื่อเราฉีดยานี้เข้าไป มันจะอยู่ในกระแสเลือดเป็นเวลานาน ยาอัจฉริยะนี้จะวัดระดับกลูโคสเมื่อพบว่า มีระดับสูงเกินไปก็จะปล่อยอินซูลินออกมาในปริมาณที่พอเหมาะเพื่อลดระดับน้ำตาลในเลือดได้ ทำให้ผู้ป่วยไม่จำเป็นต้องเจาะเลือดวัดหรือฉีดอินซูลินทุกวัน นอกจากนี้ยังทำให้โทรศัพท์มือถือมีขนาดเล็กลงกว่าเดิม ขนาดที่เล็กลงทำให้การกินไฟจากแบตเตอรี่ก็น้อยลงตามไปด้วย ทำให้ใช้คุยได้นานขึ้น อุปกรณ์ Bluetooth ที่ทุกคนจำเป็นต้องใช้ขณะขับขี่ยานพาหนะ (มิฉะนั้นจะโดนจับตามกฏหมายที่เพิ่งประกาศใช้) ก็จะเล็กลงและไม่ต้องชาร์ตบ่อยๆ ให้รำคาญใจ เทคโนโลยีแจ๋วๆ แบบนี้ต้องยกนิ้วให้ครับ
>http://www.nectec.or.th/mems/news/up_detail.php?id=52
ดร. อดิสร เตือนตรานนท์
ผู้อำนวยการหน่วยปฏิบัติการวิจัยนาโนอิเล็กทรอนิกส์และเครื่องกลจุลภาค
ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (NECTEC)
กรุงเทพธุรกิจ 2008 June, 06
ถ้าคุณมี ipod นาโนและคิดว่ามันเล็กแล้ว คุณกำลังคิดผิดเสียแล้ว เพราะในอนาคตเครื่องเล่น MP3 หรือวิทยุจะเล็กจิ๋วจนแทบมองไม่เห็น นักวิทยาศาสตร์ได้คิดค้นเครื่องรับส่งวิทยุที่เล็กระดับนาโนได้แล้ว โดยมันประกอบขึ้นด้วยท่อคาร์บอนนาโนเพียงเส้นเดียว (ท่อคาร์บอนนาโนเป็นท่อที่มีเส้นผ่านศูนย์กลางระดับไม่กี่นาโนเมตรหรือหนึ่งในพันล้านของเมตร ประกอบขึ้นจากอะตอมของธาตุคาร์บอนบริสุทธิ์เรียงตัวอย่างเป็นระเบียบ)
ฝันของนักเล่นวิทยุตั้งแต่ไหนแต่ไรก็คือ การย่อขนาดของเครื่องรับส่งสัญญาณวิทยุให้มีขนาดเล็กที่สุด ตั้งแต่การคิดค้นวิทยุทรานซิสเตอร์ขนาดเล็กพกพาได้โดยบริษัท RCA ของสหรัฐอเมริกาเมื่อปี ค.ศ. 1955 เป็นต้นมา จนกระทั่งปัจจุบันที่เราสามารถสร้างเครื่องรับและส่งสัญญาณวิทยุผ่านอากาศได้เล็กขนาดกลายเป็นชิพ ที่เราเรียกว่า RF-ID (Radio Frequency Identification Device) เพื่อใช้ในสมาร์ทการ์ดหรือบัตรรถไฟฟ้าที่ทุกท่านคุ้นเคย สามารถแตะแล้วเดินผ่านได้เลย แต่เทคโนโลยีนี้ได้ล้ำหน้าไปอีกขั้น เมื่อนักวิทยาศาสตร์สามารถคิดค้นวิธีการใหม่ในการรับส่งสัญญาณวิทยุด้วยท่อคาร์บอนนาโนเพียงเส้นเดียว โดยอาศัยการสั่นของท่อคาร์บอนนาโนซึ่งเป็นทั้งตัวรับและส่งสัญญาณวิทยุ เมื่อท่อคาร์บอนนาโนสั่นเป็นจังหวะ หลักการทำงานคือ ท่อคาร์บอนนาโนซึ่งมีปลายด้านหนึ่งถูกยึดติดกับขั้วโลหะ (ซึ่งเรียกว่าขั้วอิเล็กโตรด) และต่ออยู่กับแบตเตอรี่ และที่ปลายอีกด้านหนึ่งของท่อคาร์บอนนาโนนั้นก็จ่ออยู่กับขั้วอิเล็กโตรดอีกขั้วหนึ่งแต่มีระยะห่างเล็กน้อย เมื่อเราปล่อยศักย์ไฟฟ้าจากแบตเตอรี่ไประหว่างขั้วทั้งสอง อิเล็กตรอนจะไหลจากแบตเตอรี่ไปยังขั้วอิเล็กโตรดและไปตามท่อคาร์บอนนาโน และเมื่ออิเล็กตรอนวิ่งไปถึงปลายท่อจะกระโดดข้ามช่องเล็กๆ ไปยังขั้วอิเล็กโตรดอีกขั้วหนึ่ง เมื่อมีสัญญาณวิทยุ ท่อคาร์บอนนาโนก็จะสั่นตามสัญญาณวิทยุซึ่งเป็นคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (Electromagnetic wave) ที่ได้รับ ทำให้ปลายของท่อสั่นตามไปด้วยจึงทำให้ระยะห่างจากขั้วอิเล็กโตรดเปลี่ยนไป จึงมีผลทำให้จำนวนอิเล็กตรอนที่กระโดดข้ามเปลี่ยนไป (เมื่อระยะห่างมาก จำนวนอิเล็กตรอนที่สามารถกระโดดข้ามก็จะน้อยลง) ดังนั้นจึงทำให้เกิดสัญญาณทางไฟฟ้าขึ้นตามสัญญาณวิทยุที่ได้รับ อาจจะเรียกได้ว่า ท่อคาร์บอนนาโนทำหน้าที่คล้ายกับเครื่องรับวิทยุนั่นเอง และในทางกลับกันถ้าเราจะส่งสัญญาณวิทยุก็สามารถทำได้เช่นกันโดยใส่สัญญาณไฟฟ้าเพื่อให้ท่อคาร์บอนนาโนสั่นเกิดเป็นสัญญาณแม่เหล็กไฟฟ้าหรือสัญญาณวิทยุนั่นเอง การคิดค้นนี้ได้รับการจัดให้เป็นหนึ่งในสิบเทคโนโลยีเกิดใหม่ (Emerging Technology) ประจำปีล่าสุดนี้ (2008) โดยนิตยสาร Technology Review ของ สถาบัน MIT เนื่องจากเทคโนโลยีนี้คาดว่าจะทำให้การรับส่งสัญญาณวิทยุเล็กลงและง่ายขึ้น ถ้าเรานำไปติดกับเซ็นเซอร์จิ๋วที่สามารถวัดปริมาณกลูโคสในกระแสเลือดของผู้ป่วยเบาหวาน ก็จะทำให้เราสามารถสร้างยาแคปซูลอัจฉริยะ (Smart Pill) ได้ โดยเมื่อเราฉีดยานี้เข้าไป มันจะอยู่ในกระแสเลือดเป็นเวลานาน ยาอัจฉริยะนี้จะวัดระดับกลูโคสเมื่อพบว่า มีระดับสูงเกินไปก็จะปล่อยอินซูลินออกมาในปริมาณที่พอเหมาะเพื่อลดระดับน้ำตาลในเลือดได้ ทำให้ผู้ป่วยไม่จำเป็นต้องเจาะเลือดวัดหรือฉีดอินซูลินทุกวัน นอกจากนี้ยังทำให้โทรศัพท์มือถือมีขนาดเล็กลงกว่าเดิม ขนาดที่เล็กลงทำให้การกินไฟจากแบตเตอรี่ก็น้อยลงตามไปด้วย ทำให้ใช้คุยได้นานขึ้น อุปกรณ์ Bluetooth ที่ทุกคนจำเป็นต้องใช้ขณะขับขี่ยานพาหนะ (มิฉะนั้นจะโดนจับตามกฏหมายที่เพิ่งประกาศใช้) ก็จะเล็กลงและไม่ต้องชาร์ตบ่อยๆ ให้รำคาญใจ เทคโนโลยีแจ๋วๆ แบบนี้ต้องยกนิ้วให้ครับ
>http://www.nectec.or.th/mems/news/up_detail.php?id=52
แผนแม่บทนาโนของประเทศไทย
แผนแม่บทนาโนของประเทศไทย
ดร. อดิสร เตือนตรานนท์
ห้องปฏิบัติการวิจัยนาโนอิเล็กทรอนิกส์และเครื่องกลจุลภาค
ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ
กรุงเทพธุรกิจ 2008 March, 07
เมื่อฉบับที่ผ่านมา ผมได้เล่าให้ฟังเกี่ยวกับการพัฒนานาโนเทคโนโลยีในประเทศเกาหลีใต้เพื่อเป็นตัวอย่างให้เห็นแนวทางการวางแผนการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีที่ทุกประเทศทั่วโลกต่างแข่งขันกันเพื่อเป็นจ้าวแห่งนาโนเทคโนโลยี ยังมีแผนการพัฒนาคล้ายๆ กันในประเทศอื่นๆ อีกทั่วโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ประเทศที่เป็นแนวหน้าด้านเทคโนโลยีของโลก แต่ของประเทศเกาหลีนั้นน่าสนใจตรงที่เขาเป็นประเทศที่มีพื้นที่และจำนวนประชากรไม่ได้มากกว่าเรา ทรัพยากรก็จำกัด แต่เขามีการตั้งวิสัยทัศน์ไว้ชัดเจนว่าภายในปี ค.ศ. 2015 เกาหลีให้ต้องเป็น top three ในโลกทางด้านนาโนเทคโนโลยีให้ได้ ในขณะที่ประเทศเพื่อนบ้านของเรา ไม่ว่าจะเป็นสิงคโปร์ มาเลเซีย เวียดนาม ต่างก็เดินหน้าตั้งศูนย์วิจัยและทุ่มงบวิจัยกันอย่างจริงจังเพื่อแข่งขันกันไม่ให้ตกขบวนรถไฟนาโนเที่ยวนี้ให้ได้ แล้วประเทศไทยของเราจะตกขบวนรถไฟเที่ยวนี้หรือไม่ถึงแม้ว่าประเทศไทยเองยังไม่มีบุคลากรและการลงทุนวิจัยในด้านนี้มากนักเมื่อเทียบกับต่างประเทศ แต่ก็มีการริเริ่มพัฒนาไปพอสมควร โดยมีการรวมกลุ่มนักวิจัยที่ทำวิจัยด้านนาโนเทคโนโลยีในสาขาต่างๆ ในมหาวิทยาลัยและศูนย์แห่งชาติอื่นๆ จัดประชุมกันเพื่อช่วยกันร่างแผนแม่บทการพัฒนานาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ ซึ่งจะครอบคลุมระยะเวลา 10 ปี ตั้งแต่ ปี พ.ศ. 2547-2556 โดยใช้กระบวนการของการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนโดยจัดให้มีการประชุมเชิงปฏิบัติการและระดมความคิดเห็นจากผู้เชี่ยวชาญและผู้มีส่วนเกี่ยวข้องและมีแนวทางการดำเนินงานที่สอดคล้องกับแผนกลยุทธ์วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติซึ่งเริ่มต้นและสิ้นสุดพร้อม ๆ กัน กลุ่มนักวิจัยในประเทศได้ผลักดันให้รัฐบาลยุคนายกฯทักษิณได้ตระหนักถึงความสำคัญของนาโนเทคโนโลยีเพื่อเป็นการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศและการพัฒนาประเทศที่ยั่งยืนในอนาคต และได้มีมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 13 สิงหาคม พ.ศ. 2546 ให้จัดตั้งศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ หรือเรียกชื่อย่อว่า NANOTEC ให้เป็นหน่วยงานภายใต้สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โดยตั้งความหวังไว้ว่าจะสามารถพัฒนาขีดความสามารถด้านนาโนเทคโนโลยีของประเทศให้พร้อมรับกับกระแสการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีใหม่นี้ และช่วยยกระดับอุตสาหกรรมที่มีอยู่เดิมและสร้างอุตสาหกรรมใหม่ให้แก่ประเทศ เนื่องจากผมเข้าไปมีส่วนร่วมในคณะกรรมการร่างแผนแม่บทนี้ด้วยในบางส่วน ในฉบับนี้ผมจึงอยากที่จะสรุปอย่างย่อๆ และเข้าใจง่ายๆ ถึงแผนเชิงกลยุทธ์และเป้าหมายของการพัฒนาด้านนาโนเทคโนโลยีของไทยเราจากเอกสารที่ผมได้รับจาก สวทช. ให้ผู้อ่านได้ทราบและแสดงความคิดเห็นส่วนตัวเกียวกับแผนนี้ และจะลองเปรียบเทียบดูกับแผนของประเทศเกาหลีใต้ว่าเป็นอย่างไรกัน
แน่นอนเนื่องจากประเทศไทยเรารมีทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัดโดยเฉพาะอย่างยิ่งด้านบุคลากรที่มีความรู้ทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีขั้นสูงที่ขาดแคลน ดังนั้นประเทศไทยจึงต้องจัดลำดับความสำคัญและเลือกเส้นทางการพัฒนาอย่างมีกลยุทธ์ กลยุทธ์หนึ่งที่นิยมใช้กันมากคือการเลือกอย่างเจาะจง (Niche area) ในเรื่องที่จะทำให้ประเทศไทยใช้ศักยภาพที่มีอยู่และมีโอกาสสูงในการพัฒนา ในแผนจึงระบุว่าประเทศไทยควรมุ่งเน้นการพัฒนานาโนเทคโนโลยีใน 3 สาขาวิชาการหลัก ได้แก่ นาโนวัสดุ (Nanomaterials) นาโนชีวภาพ (Nanobiotechnology) และ นาโนอิเล็กทรอนิกส์ (Nanoelectronics) เพื่อนำไปสู่การพัฒนาผลิตภัณฑ์เป็น 6 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มผลิตภัณฑ์ด้านเซ็นเซอร์ ทั้งที่ผลิตจากวัสดุทางชีวภาพและไม่ใช่สารชีวภาพ ตัวอย่างเช่น อุปกรณ์ตรวจจับหรือตรวจวัดก๊าซในงานอุตสาหกรรม เกษตรกรรมและสิ่งแวดล้อม อุปกรณ์ชุดตรวจวินิจฉัยโรค เป็นต้น กลุ่มอุปกรณ์นาโนอิเล็กทรอนิกส์ ตัวอย่างเช่น อุปกรณ์แสดงผลแบบฟิล์มบาง เซลล์แสงอาทิตย์ที่มีประสิทธิภาพสูงขึ้นและบางลง เป็นต้น กลุ่มผลิตภัณฑ์ระบบนำส่งยาและสารสมุนไพร ตัวอย่างเช่น ยารักษาโรคเฉพาะจุด เครื่องสำอางนาโน ยาแบบใหม่ที่นำส่งสารออกฤทธ์ไปยังเป้าหมายเฉพาะ เป็นต้น กลุ่มวัสดุเคลือบนาโน ตัวอย่างเช่น วัสดุเคลือบผิวกันเปื้อนและฆ่าเชื้อโรค วัสดุเคลือบสิ่งทอกันน้ำ เป็นต้น กลุ่มวัสดุซับกรองและตัวเร่งปฏิกิริยา (Catalyst) ตัวอย่างเช่น แผ่นกรองโมเลกุล ตัวเร่งปฏิกิริยาแบบรูพรุน เป็นต้น และกลุ่มวัสดุสารประกอบแต่ง (Composite) ตัวอย่างเช่น วัสดุเสริมความแข็งแรงด้วยท่อคาร์บอนนาโน พลาสติกแบบใหม่ที่ควบคุมการผ่านของก๊าซ เป็นต้น โดยการวิจัยและพัฒนามุ่งเน้นรูปแบบของคลัสเตอร์ (Cluster) ในการดำเนินการเป็นแบบเครือข่ายและใช้ความร่วมมือระหว่างสถาบันวิจัย สถาบันการศึกษา และผู้ประกอบการในภาคอุตสาหกรรม โดยที่ไม่ได้เน้นเพียงด้านเศรษฐกิจเพียงด้านเดียว แต่มุ่งเน้นการสร้างนวัตกรรมโดยต้องทำให้เกิดการไหลเวียนของข้อมูลและความรู้ระหว่างกัน ทั้งนี้จะต้องอาศัยปัจจัยเกื้อหนุนได้แก่ ทรัพยากรบุคคล โครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็น การวิจัยและพัฒนาขั้นสูง และการสร้างความตระหนัก ตื่นตัวพร้อมรับการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี และความเข้าใจที่ถูกต้องของสังคม
จากการดำเนินการตามแผนแม่บทนี้ (ถ้าเป็นไปตามแผนและมีประสทธิภาพ) เราคาดหวังเป้าหมายของการพัฒนาด้านนาโนเทคโนโลยีของประเทศไทยในระยะเวลา ภายใน 10 ปีของแผนฯ ไว้หลักๆ ได้ 3 ประการ ได้แก่ หนึ่งคือประเทศไทยจะสามารถผลิตผลิตภัณฑ์ที่ใช้นาโนเทคโนโลยีดังที่กล่าวมาทั้ง 6 กลุ่มผลิตภัณฑ์คิดเป็นร้อยละ 1 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (หรือ GDP นั่นเอง) ซึ่งมีมูลค่าประมาณ 120,000 ล้านบาท สองคือ นาโนเทคโนโลยีของไทยจะต้องสามารถช่วยยกระดับสุขภาพและสิ่งแวดล้อมของคนไทยให้เข้าใกล้ในระดับมาตรฐานโลก โดยอาศัยการพัฒนาวัสดุ อุปกรณ์ทางการแพทย์ สามคือ ประเทศไทยจะอยู่ในแนวหน้าด้านการศึกษาและวิจัยเกี่ยวกับนาโนเทคโนโลยีของภูมิภาคอาเซียน คราวนี้มาดูมาตรการที่กำหนดไว้ในแผนแม่บทเพื่อนำไปสู่เป้าหมาย ได้กำหนดไว้ 5 กลยุทธ์หลัก ได้แก่ กลยุทธ์ที่ 1 คือผลักดันให้นาโนเทคโนโลยีเข้าหนุนการพัฒนาคลัสเตอร์เป้าหมายทั้ง 7 อุตสาหกรรมหลัก ได้แก่ อุตสาหกรรมอาหารและเกษตร ยานยนต์ สิ่งทอและเคมี/ปิโตรเคมี อิเล็กทรอนิกส์ สินค้าชุมชน พลังงานและสิ่งแวดล้อม การแพทย์และสาธารณสุข กลยุทธ์ที่ 2 คือ การพัฒนากำลังคนด้านนาโนเทคโนโลยี โดยจัดให้มีหลักสูตรทั้งในระดับอุดมศึกษาและบัณฑิตศึกษาและบูรณาการความรู้ลงไปสู่ระดับตั้งแต่ประถมศึกษา กลยุทธ์ที่ 3 คือ การลงทุนวิจัยและพัฒนาในนาโนเทคโนโลยี โดยพัฒนาเป็นโครงการวิจัยขนาดใหญ่และมีภาคเอกชนมาร่วมวิจัย กลยุทธ์ที่ 4 คือ การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน เพิ่มขีดความสามารถด้านเครื่องมือวิจัยและกลไกการถ่ายทอดเทคโนโลยีไปสู่การใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ และกลยุทธ์สุดท้าย กลยุทธ์ที่ 5 คือ การสร้างความตระหนักในความสำคัญของนาโนเทคโนโลยีต่อชีวิต และการดูแลความปลอดภัย ความเสี่ยงและมาตรการรักษาความปลอดภัยในการใช้นาโนเทคโนโลยีในผลิตภัณฑ์ และจริยธรรมในการใช้งาน
จะเห็นได้ว่าแผนแม่บทได้วางกรอบไว้อย่างสวยหรูถึงทิศทางและเป้าหมาย รวมถึงยุทธศาสตร์ที่จะใช้ ถ้าเราเปรียบเทียบกับของประเทศเกาหลีใต้ คงจะเปรียบเทียบกันไม่ได้ เพราะ เขาแข่งขันในระดับโลก แต่เราคงต้องแข่งขันกับตัวเองไปก่อนแล้วพร้อมเมื่อไรจึงค่อยไปแข่งกับเพื่อนบ้าน อย่างเช่น เวียดนาม มาเลเซีย และสิงคโปร์ต่อไป และแผนแม่บทของเราเขียนได้ดีมาก ครอบคลุมแทบทุกเรื่อง ไม่มีหลุด แต่ถ้ามองอีกด้านหนึ่งก็คือขาดโฟกัส ไม่ได้เน้นเรื่องใดเป็นพิเศษที่เราเก่งและมีศักยภาพจริง ๆ เรื่องนี้เพราะเป็นวัฒนธรรมของคนไทย ที่เราสามัคคี ทุกคนมีส่วนร่วม และทุกคนเกรงใจกัน ต่างจากเกาหลีใต้ที่ระบุชัดว่าจะเน้นเรื่องอุตสาหกรรมไอที เพราะเขามีซัมซุงและแอลจีเป็นบริษัทที่รองรับและเป็นผู้นำในด้านนี้ แต่ในบ้านเรา ภาคอุตสาหกรรมไม่ยอมลงทุนทำวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ของตน มีบางบริษัทใหญ่ๆ จริงๆ เท่านั้นที่ลงทุนวิจัยแต่ก็อยู่ในวงจำกัด คิดแต่ว่าเงินบาทเราแข็ง กำไรลดลง จะทำให้การส่งออกแย่ลง ต่างรอให้สินค้าราคาถูกและเริ่มจะมีคุณภาพที่ดีขึ้นเรื่อยๆ จากจีนเข้ามาแข่งขันและฆ่าเราในที่สุด ภาคอุตสาหกรรมก็ผลักภาระการวิจัยให้แก่ภาครัฐ หน่วยงานของรัฐต้องทำหน้าที่วิจัยแบบไร้ทิศทาง โดยที่งบประมาณวิจัยก็ได้อย่างจำกัด เพราะต้องนำไปสร้างผลงานด้านอื่นๆ ที่จะได้ผลงานเร็วๆ และชัดเจน และบางครั้งก็เร่งด่วนและฉุกเฉิน เช่น ซื้อของแจก สร้างถนน สร้างตึกใหม่ บรรเทาความเดือดร้อนจากสาธารณภัย ฯลฯ นอกจากนี้ระบบวิจัยของเราก็ยังอิงกับระบบราชการค่อนข้างมาก ถึงแม้จะพยายามที่จะทำให้รวดเร็ว และเน้นให้บริการลูกค้ามากขึ้น แรงจูงใจและเงินเดือนบุคลากรด้านวิจัยก็ต่ำกว่าที่ควรจะเป็นหรือน้อยกว่าการทำงานในภาคเอกชน แถมยังไม่บันเทิงเริงใจ ไม่เหมือนนักร้อง ดารา ดีเจ จึงไม่จูงใจให้ผู้คนมาประกอบสัมมาอาชีพนี้ ความหวังหนึ่งเดียวที่เหลืออยู่คือ หวังว่ารัฐบาลขิงแก่นี้ นำโดยรัฐมนตรีกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ศ. ดร. ยงยุทธ์ ยุทธวงศ์ ซึ่งเข้าใจปัญหานี้เป็นอย่างดี (เพราะท่านเป็นนักวิจัยมาก่อนจะรับตำแหน่งรัฐมนตรี) จะหาหนทางพลิกสถานการณ์ให้เราหลุดจากวงจรอุบาทว์นี้โดยเร็วที่สุด ต้องมีนโยบายอย่างแข็งขันให้ใช้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเป็นหัวรถจักรที่จะนำพาประเทศให้ก้าวไปข้างหน้า อย่างพอเพียง เพื่อที่วงการวิจัยด้านวิทยาศาตร์และเทคโนโลยีของเราจะได้แข็งแรง หายป่วย และเริ่มแข่งขันกับประเทศอื่นๆ ได้ต่อไป
ดร. อดิสร เตือนตรานนท์
ห้องปฏิบัติการวิจัยนาโนอิเล็กทรอนิกส์และเครื่องกลจุลภาค
ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ
กรุงเทพธุรกิจ 2008 March, 07
เมื่อฉบับที่ผ่านมา ผมได้เล่าให้ฟังเกี่ยวกับการพัฒนานาโนเทคโนโลยีในประเทศเกาหลีใต้เพื่อเป็นตัวอย่างให้เห็นแนวทางการวางแผนการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีที่ทุกประเทศทั่วโลกต่างแข่งขันกันเพื่อเป็นจ้าวแห่งนาโนเทคโนโลยี ยังมีแผนการพัฒนาคล้ายๆ กันในประเทศอื่นๆ อีกทั่วโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ประเทศที่เป็นแนวหน้าด้านเทคโนโลยีของโลก แต่ของประเทศเกาหลีนั้นน่าสนใจตรงที่เขาเป็นประเทศที่มีพื้นที่และจำนวนประชากรไม่ได้มากกว่าเรา ทรัพยากรก็จำกัด แต่เขามีการตั้งวิสัยทัศน์ไว้ชัดเจนว่าภายในปี ค.ศ. 2015 เกาหลีให้ต้องเป็น top three ในโลกทางด้านนาโนเทคโนโลยีให้ได้ ในขณะที่ประเทศเพื่อนบ้านของเรา ไม่ว่าจะเป็นสิงคโปร์ มาเลเซีย เวียดนาม ต่างก็เดินหน้าตั้งศูนย์วิจัยและทุ่มงบวิจัยกันอย่างจริงจังเพื่อแข่งขันกันไม่ให้ตกขบวนรถไฟนาโนเที่ยวนี้ให้ได้ แล้วประเทศไทยของเราจะตกขบวนรถไฟเที่ยวนี้หรือไม่ถึงแม้ว่าประเทศไทยเองยังไม่มีบุคลากรและการลงทุนวิจัยในด้านนี้มากนักเมื่อเทียบกับต่างประเทศ แต่ก็มีการริเริ่มพัฒนาไปพอสมควร โดยมีการรวมกลุ่มนักวิจัยที่ทำวิจัยด้านนาโนเทคโนโลยีในสาขาต่างๆ ในมหาวิทยาลัยและศูนย์แห่งชาติอื่นๆ จัดประชุมกันเพื่อช่วยกันร่างแผนแม่บทการพัฒนานาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ ซึ่งจะครอบคลุมระยะเวลา 10 ปี ตั้งแต่ ปี พ.ศ. 2547-2556 โดยใช้กระบวนการของการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนโดยจัดให้มีการประชุมเชิงปฏิบัติการและระดมความคิดเห็นจากผู้เชี่ยวชาญและผู้มีส่วนเกี่ยวข้องและมีแนวทางการดำเนินงานที่สอดคล้องกับแผนกลยุทธ์วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติซึ่งเริ่มต้นและสิ้นสุดพร้อม ๆ กัน กลุ่มนักวิจัยในประเทศได้ผลักดันให้รัฐบาลยุคนายกฯทักษิณได้ตระหนักถึงความสำคัญของนาโนเทคโนโลยีเพื่อเป็นการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศและการพัฒนาประเทศที่ยั่งยืนในอนาคต และได้มีมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 13 สิงหาคม พ.ศ. 2546 ให้จัดตั้งศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ หรือเรียกชื่อย่อว่า NANOTEC ให้เป็นหน่วยงานภายใต้สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โดยตั้งความหวังไว้ว่าจะสามารถพัฒนาขีดความสามารถด้านนาโนเทคโนโลยีของประเทศให้พร้อมรับกับกระแสการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีใหม่นี้ และช่วยยกระดับอุตสาหกรรมที่มีอยู่เดิมและสร้างอุตสาหกรรมใหม่ให้แก่ประเทศ เนื่องจากผมเข้าไปมีส่วนร่วมในคณะกรรมการร่างแผนแม่บทนี้ด้วยในบางส่วน ในฉบับนี้ผมจึงอยากที่จะสรุปอย่างย่อๆ และเข้าใจง่ายๆ ถึงแผนเชิงกลยุทธ์และเป้าหมายของการพัฒนาด้านนาโนเทคโนโลยีของไทยเราจากเอกสารที่ผมได้รับจาก สวทช. ให้ผู้อ่านได้ทราบและแสดงความคิดเห็นส่วนตัวเกียวกับแผนนี้ และจะลองเปรียบเทียบดูกับแผนของประเทศเกาหลีใต้ว่าเป็นอย่างไรกัน
แน่นอนเนื่องจากประเทศไทยเรารมีทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัดโดยเฉพาะอย่างยิ่งด้านบุคลากรที่มีความรู้ทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีขั้นสูงที่ขาดแคลน ดังนั้นประเทศไทยจึงต้องจัดลำดับความสำคัญและเลือกเส้นทางการพัฒนาอย่างมีกลยุทธ์ กลยุทธ์หนึ่งที่นิยมใช้กันมากคือการเลือกอย่างเจาะจง (Niche area) ในเรื่องที่จะทำให้ประเทศไทยใช้ศักยภาพที่มีอยู่และมีโอกาสสูงในการพัฒนา ในแผนจึงระบุว่าประเทศไทยควรมุ่งเน้นการพัฒนานาโนเทคโนโลยีใน 3 สาขาวิชาการหลัก ได้แก่ นาโนวัสดุ (Nanomaterials) นาโนชีวภาพ (Nanobiotechnology) และ นาโนอิเล็กทรอนิกส์ (Nanoelectronics) เพื่อนำไปสู่การพัฒนาผลิตภัณฑ์เป็น 6 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มผลิตภัณฑ์ด้านเซ็นเซอร์ ทั้งที่ผลิตจากวัสดุทางชีวภาพและไม่ใช่สารชีวภาพ ตัวอย่างเช่น อุปกรณ์ตรวจจับหรือตรวจวัดก๊าซในงานอุตสาหกรรม เกษตรกรรมและสิ่งแวดล้อม อุปกรณ์ชุดตรวจวินิจฉัยโรค เป็นต้น กลุ่มอุปกรณ์นาโนอิเล็กทรอนิกส์ ตัวอย่างเช่น อุปกรณ์แสดงผลแบบฟิล์มบาง เซลล์แสงอาทิตย์ที่มีประสิทธิภาพสูงขึ้นและบางลง เป็นต้น กลุ่มผลิตภัณฑ์ระบบนำส่งยาและสารสมุนไพร ตัวอย่างเช่น ยารักษาโรคเฉพาะจุด เครื่องสำอางนาโน ยาแบบใหม่ที่นำส่งสารออกฤทธ์ไปยังเป้าหมายเฉพาะ เป็นต้น กลุ่มวัสดุเคลือบนาโน ตัวอย่างเช่น วัสดุเคลือบผิวกันเปื้อนและฆ่าเชื้อโรค วัสดุเคลือบสิ่งทอกันน้ำ เป็นต้น กลุ่มวัสดุซับกรองและตัวเร่งปฏิกิริยา (Catalyst) ตัวอย่างเช่น แผ่นกรองโมเลกุล ตัวเร่งปฏิกิริยาแบบรูพรุน เป็นต้น และกลุ่มวัสดุสารประกอบแต่ง (Composite) ตัวอย่างเช่น วัสดุเสริมความแข็งแรงด้วยท่อคาร์บอนนาโน พลาสติกแบบใหม่ที่ควบคุมการผ่านของก๊าซ เป็นต้น โดยการวิจัยและพัฒนามุ่งเน้นรูปแบบของคลัสเตอร์ (Cluster) ในการดำเนินการเป็นแบบเครือข่ายและใช้ความร่วมมือระหว่างสถาบันวิจัย สถาบันการศึกษา และผู้ประกอบการในภาคอุตสาหกรรม โดยที่ไม่ได้เน้นเพียงด้านเศรษฐกิจเพียงด้านเดียว แต่มุ่งเน้นการสร้างนวัตกรรมโดยต้องทำให้เกิดการไหลเวียนของข้อมูลและความรู้ระหว่างกัน ทั้งนี้จะต้องอาศัยปัจจัยเกื้อหนุนได้แก่ ทรัพยากรบุคคล โครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็น การวิจัยและพัฒนาขั้นสูง และการสร้างความตระหนัก ตื่นตัวพร้อมรับการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี และความเข้าใจที่ถูกต้องของสังคม
จากการดำเนินการตามแผนแม่บทนี้ (ถ้าเป็นไปตามแผนและมีประสทธิภาพ) เราคาดหวังเป้าหมายของการพัฒนาด้านนาโนเทคโนโลยีของประเทศไทยในระยะเวลา ภายใน 10 ปีของแผนฯ ไว้หลักๆ ได้ 3 ประการ ได้แก่ หนึ่งคือประเทศไทยจะสามารถผลิตผลิตภัณฑ์ที่ใช้นาโนเทคโนโลยีดังที่กล่าวมาทั้ง 6 กลุ่มผลิตภัณฑ์คิดเป็นร้อยละ 1 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (หรือ GDP นั่นเอง) ซึ่งมีมูลค่าประมาณ 120,000 ล้านบาท สองคือ นาโนเทคโนโลยีของไทยจะต้องสามารถช่วยยกระดับสุขภาพและสิ่งแวดล้อมของคนไทยให้เข้าใกล้ในระดับมาตรฐานโลก โดยอาศัยการพัฒนาวัสดุ อุปกรณ์ทางการแพทย์ สามคือ ประเทศไทยจะอยู่ในแนวหน้าด้านการศึกษาและวิจัยเกี่ยวกับนาโนเทคโนโลยีของภูมิภาคอาเซียน คราวนี้มาดูมาตรการที่กำหนดไว้ในแผนแม่บทเพื่อนำไปสู่เป้าหมาย ได้กำหนดไว้ 5 กลยุทธ์หลัก ได้แก่ กลยุทธ์ที่ 1 คือผลักดันให้นาโนเทคโนโลยีเข้าหนุนการพัฒนาคลัสเตอร์เป้าหมายทั้ง 7 อุตสาหกรรมหลัก ได้แก่ อุตสาหกรรมอาหารและเกษตร ยานยนต์ สิ่งทอและเคมี/ปิโตรเคมี อิเล็กทรอนิกส์ สินค้าชุมชน พลังงานและสิ่งแวดล้อม การแพทย์และสาธารณสุข กลยุทธ์ที่ 2 คือ การพัฒนากำลังคนด้านนาโนเทคโนโลยี โดยจัดให้มีหลักสูตรทั้งในระดับอุดมศึกษาและบัณฑิตศึกษาและบูรณาการความรู้ลงไปสู่ระดับตั้งแต่ประถมศึกษา กลยุทธ์ที่ 3 คือ การลงทุนวิจัยและพัฒนาในนาโนเทคโนโลยี โดยพัฒนาเป็นโครงการวิจัยขนาดใหญ่และมีภาคเอกชนมาร่วมวิจัย กลยุทธ์ที่ 4 คือ การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน เพิ่มขีดความสามารถด้านเครื่องมือวิจัยและกลไกการถ่ายทอดเทคโนโลยีไปสู่การใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ และกลยุทธ์สุดท้าย กลยุทธ์ที่ 5 คือ การสร้างความตระหนักในความสำคัญของนาโนเทคโนโลยีต่อชีวิต และการดูแลความปลอดภัย ความเสี่ยงและมาตรการรักษาความปลอดภัยในการใช้นาโนเทคโนโลยีในผลิตภัณฑ์ และจริยธรรมในการใช้งาน
จะเห็นได้ว่าแผนแม่บทได้วางกรอบไว้อย่างสวยหรูถึงทิศทางและเป้าหมาย รวมถึงยุทธศาสตร์ที่จะใช้ ถ้าเราเปรียบเทียบกับของประเทศเกาหลีใต้ คงจะเปรียบเทียบกันไม่ได้ เพราะ เขาแข่งขันในระดับโลก แต่เราคงต้องแข่งขันกับตัวเองไปก่อนแล้วพร้อมเมื่อไรจึงค่อยไปแข่งกับเพื่อนบ้าน อย่างเช่น เวียดนาม มาเลเซีย และสิงคโปร์ต่อไป และแผนแม่บทของเราเขียนได้ดีมาก ครอบคลุมแทบทุกเรื่อง ไม่มีหลุด แต่ถ้ามองอีกด้านหนึ่งก็คือขาดโฟกัส ไม่ได้เน้นเรื่องใดเป็นพิเศษที่เราเก่งและมีศักยภาพจริง ๆ เรื่องนี้เพราะเป็นวัฒนธรรมของคนไทย ที่เราสามัคคี ทุกคนมีส่วนร่วม และทุกคนเกรงใจกัน ต่างจากเกาหลีใต้ที่ระบุชัดว่าจะเน้นเรื่องอุตสาหกรรมไอที เพราะเขามีซัมซุงและแอลจีเป็นบริษัทที่รองรับและเป็นผู้นำในด้านนี้ แต่ในบ้านเรา ภาคอุตสาหกรรมไม่ยอมลงทุนทำวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ของตน มีบางบริษัทใหญ่ๆ จริงๆ เท่านั้นที่ลงทุนวิจัยแต่ก็อยู่ในวงจำกัด คิดแต่ว่าเงินบาทเราแข็ง กำไรลดลง จะทำให้การส่งออกแย่ลง ต่างรอให้สินค้าราคาถูกและเริ่มจะมีคุณภาพที่ดีขึ้นเรื่อยๆ จากจีนเข้ามาแข่งขันและฆ่าเราในที่สุด ภาคอุตสาหกรรมก็ผลักภาระการวิจัยให้แก่ภาครัฐ หน่วยงานของรัฐต้องทำหน้าที่วิจัยแบบไร้ทิศทาง โดยที่งบประมาณวิจัยก็ได้อย่างจำกัด เพราะต้องนำไปสร้างผลงานด้านอื่นๆ ที่จะได้ผลงานเร็วๆ และชัดเจน และบางครั้งก็เร่งด่วนและฉุกเฉิน เช่น ซื้อของแจก สร้างถนน สร้างตึกใหม่ บรรเทาความเดือดร้อนจากสาธารณภัย ฯลฯ นอกจากนี้ระบบวิจัยของเราก็ยังอิงกับระบบราชการค่อนข้างมาก ถึงแม้จะพยายามที่จะทำให้รวดเร็ว และเน้นให้บริการลูกค้ามากขึ้น แรงจูงใจและเงินเดือนบุคลากรด้านวิจัยก็ต่ำกว่าที่ควรจะเป็นหรือน้อยกว่าการทำงานในภาคเอกชน แถมยังไม่บันเทิงเริงใจ ไม่เหมือนนักร้อง ดารา ดีเจ จึงไม่จูงใจให้ผู้คนมาประกอบสัมมาอาชีพนี้ ความหวังหนึ่งเดียวที่เหลืออยู่คือ หวังว่ารัฐบาลขิงแก่นี้ นำโดยรัฐมนตรีกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ศ. ดร. ยงยุทธ์ ยุทธวงศ์ ซึ่งเข้าใจปัญหานี้เป็นอย่างดี (เพราะท่านเป็นนักวิจัยมาก่อนจะรับตำแหน่งรัฐมนตรี) จะหาหนทางพลิกสถานการณ์ให้เราหลุดจากวงจรอุบาทว์นี้โดยเร็วที่สุด ต้องมีนโยบายอย่างแข็งขันให้ใช้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเป็นหัวรถจักรที่จะนำพาประเทศให้ก้าวไปข้างหน้า อย่างพอเพียง เพื่อที่วงการวิจัยด้านวิทยาศาตร์และเทคโนโลยีของเราจะได้แข็งแรง หายป่วย และเริ่มแข่งขันกับประเทศอื่นๆ ได้ต่อไป
ประเทศไทย จะเอาอย่างไรกับนาโนเทคโนโลยี
Nanotechnology for Thailand?
(Published in What Thai Electronics Magazine in Thai)
ประเทศไทย จะเอาอย่างไรกับนาโนเทคโนโลยี ?
ดร. อดิสร เตือนตรานนท์
งานวิจัยนาโนอิเล็กทรอนิกส์และเครื่องกลจุลภาค
ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ
เป็นที่รู้จักกันดีแล้วว่า นาโนเทคโนโลยี ทำให้เราก้าวมาถึงจุดที่เราสามารถออกแบบและผลิตวัสดุใหม่ๆ และอุปกรณ์เครื่องมือที่มีส่วนประกอบเล็กจิ๋ว เล็กจนถึงระดับเดียวกันกับอะตอมหรือโมเลกุล ซึ่งส่งผลให้มีคุณสมบัติที่เหนือกว่าเดิมอย่างน่ามหัศจรรย์ วัสดุและอุปกรณ์เหล่านี้กำลังทยอยมาแทนที่วัสดุและอุปกรณ์แบบเดิมๆ ที่ใช้กันอยู่ในหลายอุตสาหกรรม รวมทั้งอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ที่เราสนใจ มีข้อมูลจากการสำรวจในประเทศสหรัฐอเมริการะบุว่าตลาดโดยตรงของนาโนเทคโนโลยีของโลกนั้น คาดว่าจะเติบโตถึง 1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (หรือประมาณ 40 ล้านล้านบาทไทย ท่านผู้อ่านลองคิดเล่นๆ เทียบกับงบประมาณแผ่นดินของเราปีละประมาณ 1.5 ล้านล้านบาทเอาเองก็แล้วกันครับ ) ภายใน 10 ปีข้างหน้า ดังนั้นด้วยศักยภาพของนาโนเทคโนโลยีที่สูงมากนี้ ประเทศต่างๆ ทั่วโลกจึงให้ความสำคัญต่อการพัฒนานาโนเทคโนโลยีกันอย่างตื่นเต้น แม้ว่าจะต้องลงทุนอย่างมหาศาลในการวิจัยและพัฒนาเพื่อนำนาโนเทคโนโลยีมาพัฒนาจนถึงระดับที่จะได้ผลิตภัณฑ์ (Nano product) ที่ใช้งานได้จริงเชิงพาณิชย์ รวมทั้งประเทศไทยของเราก็ให้ความสนใจเช่นกัน (มิฉะนั้นเราจะตกขบวนรถไฟอีกครั้งอย่างแน่นอน แต่เราคงต้องมีการวางแผนและยุทธศาสตร์ที่เหมาะสมสำหรับประเทศของเราเอง) ศูนย์คาดการณ์อนาคตของเขตเศรษฐกิจแถบเอเชียแปซิฟิกหรือ APEC Center for Technology Foresight ที่ตั้งอยู่ที่ประเทศไทยเราเอง ก็เคยจัดให้มีการศึกษาศักยภาพของนาโนเทคโนโลยีในอนาคตขึ้นในปี พ.ศ. 2544 ผลการศึกษารายงานว่า นาโนเทคโนโลยีมิใช่เป็นเพียงเทคโนโลยีที่สำคัญและจำเป็นต่อประเทศที่พัฒนาแล้วเท่านั้น แต่ประเทศที่กำลังพัฒนา รวมทั้งประเทศไทย ก็มีความจำเป็นเร่งด่วนที่จะต้องศึกษา ค้นคว้า วิจัยด้านนาโนเทคโนโลยีเพื่อเสริมศักยภาพในการแข่งขันในตลาดของตัวเองและในตลาดโลกด้วย
ในขณะที่ประเทศเพื่อนบ้านของเรา ไม่ว่าจะเป็นสิงคโปร์ มาเลเซีย เวียดนาม เดินหน้าตั้งศูนย์วิจัยและทุ่มงบวิจัยกันอย่างจริงจัง สิงคโปร์ประกาศโครงการวิจัยนาโนเทคโนโลยีตั้งแต่เดือนมกราคม ปี 2545 พร้อมๆ กันกับประเทศไต้หวัน โดยมีคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจแห่งชาติและสำนักงานวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของเขาเป็นเจ้าภาพและลงทุนโครงการใหญ่ๆ เช่น การจัดตั้งเมืองแห่งเทคโนโลยีชีวภาพ (Biopolis) ที่มุ่งเน้นการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีชีวภาพนาโน (Nanobiotechnology) เป็นหลัก ส่วนประเทศมาเลเซียก็ไม่น้อยหน้าลงทุนสร้างเมืองแห่งไอที เรียกว่า supercorridor มุ่งเน้นด้านนาโนเกี่ยวกับแสง การสื่อสาร นาโนอิเล็กทรอนิกส์ และวัสดุนาโนชนิดต่างๆ ส่วนอีกประเทศที่กำลังมาแรงก็คือประเทศเวียดนาม ก็ได้ริเริ่มโครงการนาโนเทคโนโลยีแห่งชาติเช่นเดียวกัน โดยเน้นหนักด้านการสร้างบุคลากร อุปกรณ์และโครงสร้างพื้นฐาน (ผมคิดว่าเพื่อรองรับการย้ายฐานของอุตสาหกรรมจากต่างประเทศ) จะเห็นได้ว่าแต่ละประเทศก็จะมียุทธศาสตร์ที่แตกต่างกันเป็นของตนเอง ส่วนประเทศไทยยังมีการลงทุนน้อยมากเมื่อเทียบกับแม้แต่ประเทศเพื่อนบ้าน ไม่ต้องพูดถึงประเทศที่พัฒนาแล้วอื่นๆ เช่น สหรัฐอเมริกา สาธารณรัฐเยอรมนี ญี่ปุ่น เป็นต้น ในประเทศพัฒนาแล้วเหล่านี้ตื่นตัวในการลงทุนเพื่อพัฒนางานวิจัยและค้นคว้าทางด้านนี้เป็นอย่างมาก ตัวอย่างเช่น ในประเทศสหรัฐอเมริกา อดีตประธานาธิบดี บิล คลินตัน ได้แสดงบทบาทความเป็นผู้นำโดยจัดตั้งโครงการความริเริ่มด้านนาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ (National Nanotechnology Initiative เรียกย่อว่า NNI) อย่างเป็นทางการจั้งแต่ปี พ.ศ. 2543 โดยจัดสรรงบประมาณเริ่มต้นเป็นเงินประมาณ 10,000 ล้านบาท นับเป็นโครงการแห่งชาติที่ใช้จำนวนคนและงบประมาณวิจัยมากที่สุดในรอบ 40 ปีที่ผ่านมา นับตั้งแต่โครงการอพอลโลที่สามารถส่งมนุษย์ไปเดินบนดวงจันทร์ นอกจากนี้งบประมาณของโครงการยังเพิ่มขึ้นทุกปี และเป็นเพียงไม่กี่โครงการที่ประธานาธิบดี จอร์ช บุช ได้สานต่อและขยายผลจนสามารถออกเป็นพระราชบัญญัติการวิจัยและพัฒนานาโนเทคโนโลยีแห่งศตวรรษที่ 21 (The 21th Century Nanotechnology Research and Development Act) โดยกำหนดให้รัฐบาลมีหน้าที่ส่งเสริมการวิจัยทางด้านนาโนเทคโนโลยีเพื่อมีเป้าหมายให้เป็นผู้นำของโลก และกำหนดให้มีการลงทุนเป็นเงินถึง 150,000 ล้านบาทภายในเวลา 4 ปี นับตั้งแต่ช่วงปี พ.ศ. 2548-2551 หรือโดยเฉลี่ยแล้วประมาณ 37,000 ล้านบาทต่อปี
ถึงแม้ว่าประเทศไทยเองยังไม่มีบุคลากรและการลงทุนวิจัยในด้านนี้มากนักเมื่อเทียบกับต่างประเทศ แต่ก็มีการริเริ่มพัฒนาไปพอสมควร โดยมีการรวมกลุ่มนักวิจัยที่สนใจในนาโนเทคโนโลยีในสาขาต่างๆ และจัดประชุมกันเพื่อหาแนวทางในการพัฒนาเทคโนโลยีนี้ในประเทศเรา และเป็นแรงผลักดันให้รัฐบาลยุคนายกทักษิณได้ตระหนักถึงความสำคัญของนาโนเทคโนโลยีเพื่อเป็นการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศและการพัฒนาประเทศที่ยั่งยืนในอนาคต และได้มีมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 13 สิงหาคม พ.ศ. 2546 ให้จัดตั้งศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ หรือเรียกชื่อย่อว่า NANOTEC ให้เป็นหน่วยงานภายใต้สำนกงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โดยตั้งความหวังไว้ว่าจะสามารถพัฒนาขีดความสามารถด้านนาโนเทคโนโลยีของประเทศให้พร้อมรับกับกระแสการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีใหม่นี้ และช่วยยกระดับอุตสาหกรรมที่มีอยู่เดิมและสร้างอุตสาหกรรมใหม่ให้แก่ประเทศ ที่ผ่านมาทางศูนย์ฯ ก็ได้เผยแพร่ความรู้ความเข้าใจในนาโนเทคโนโลยีและส่งเสริมการวิจัยและพัฒนาในลักษณะเครือข่าย (Network) ร่วมกับมหาวิทยาลัยในประเทศเกือบทุกแห่งทั่วประเทศ แต่เนื่องจากกำลังคนที่ขาดแคลน สัดส่วนนักวิจัยแต่จำนวนประชากรของเรายังน้อยมากแม้เมื่อเทียบกับประเทศในทวีปเอเชียด้วยกัน (ประเทศไทยมีนักวิจัยเพียง 2 คนต่อจำนวนประชากร 10,000 คน เมื่อเทียบกับประเทศสิงคโปร์ มี 48 คน และประเทศญี่ปุ่นมี 73 คนต่อประชากร 10,000 คน) นโยบายยุทธศาสตร์ที่ไม่ชัดเจน ไม่มุ่งเน้นเรื่องใดเรื่องหนึ่งที่เรามีจุดแข็ง เช่น เราจะเน้นด้านนำนาโนเทคโนโลยีไปใช้งานด้านอุตสาหกรรมอาหารและการเกษตรกรรมหรือไม่ และขาดการเชื่อมโยงกับอุตสาหกรรมในประเทศ อุตสาหกรรมในประเทศเองก็รอคอยความช่วยเหลือจากภาครัฐบาลหรือไม่ก็ไม่กล้าที่จะลงทุนในเทคโนโลยีที่ยังต้องพัฒนาต่อ อุตสาหกรรมยังเห็นว่าคุ้มค่ากว่าถ้าซื้อเทคโนโลยีที่สำเร็จรูปแล้วมาจากต่างประเทศถ้าใช้ได้จริง และงบประมาณที่จำกัดจึงทำให้นาโนเทคโนโลยีในประเทศไทยยังเดินหน้าไม่เต็มที่ จะเห็นได้ว่างบประมาณวิจัยด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของเรายังน้อยมากเพียงร้อยละ 0.3 ของ GDP ของประเทศเมื่อเทียบกับประเทศญี่ปุ่นที่สูงถึงร้อยละ 3 และสิงคโปร์ที่ร้อยละ 1.76 ของ GDP ของประเทศที่สูงมากกว่าเราอยู่แล้วหลายเท่าตัว
มาถึงจุดนี้นับตั้งแต่จัดตั้งศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติมาซึ่งถือว่าเป็นจุดเริ่มต้นหรือจุดปล่อยตัว START ด้านนาโนเทคโนโลยีอย่างเป็นทางการของประเทศ ก็ผ่านมา 3 ปีแล้ว คงต้องลองตั้งคำถามว่าท่านผู้อ่านเรียนรู้และเข้าใจนาโนเทคโนโลยีมากขึ้นบ้างหรือไม่ ผมเชื่อว่าหลายท่านคงเคยได้ยินและคุ้นเคยกับนาโนเทคโนโลยีกันบ้างไม่มากก็น้อย ท่านสามารถนำความรู้ไปใช้ประโยชน์ได้อย่างไร จะประยุกต์ใช้มันให้มีประโยชน์และเพิ่มมูลค่าให้แก่ธุรกิจของท่านได้อย่างไร อุตสาหกรรมที่ได้ประโยชน์หรือเกิดใหม่ในด้านนี้หรือไม่ อุตสาหกรรมจะปรับตัวรับเทคโนโลยีใหม่นี้ได้อย่างไร ประเทศไทยจะก้าวขึ้นเป็นผู้นำในนาโนเทคโนโลยีด้านใดด้านหนึ่งได้หรือไม่ เราเตรียมบุคลากรที่มีความรู้และความเชี่ยวชาญด้านนี้มากพอแล้วหรือยัง (ข้อมูลที่พอหาได้ปรากฏว่าเรามีนักวิจัยที่ทำงานด้านนาโนเทคโนโลยีอยู่ไม่เกิน 130 คนทั่วทั้งประเทศ) อะไรคือ key success factor ของไทยในเรื่องนี้ ครั้งนี้อาจจะเป็นบทพิสูจน์อีกครั้งของคำปรามาสที่ว่าคนไทยเล่นกีฬาเป็นทีมไม่ได้ ทำงานเป็นทีมไม่สำเร็จ เพราะโดยพื้นฐานแล้วนาโนเทคโนโลยีต้องใช้ความรู้พื้นฐานวิทยาศาสตร์หลากหลายแขนง ไม่ว่าจะเป็นฟิสิกส์ เคมี ชีววิทยา วิศวกรรม คอมพิวเตอร์ ฯลฯ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเราต้องการผลงานเป็นผลิตภัณฑ์ที่ใช้งานได้และผลิตได้ในเชิงพาณิชย์ด้วยแล้ว เราหลีกเลี่ยงไม่ได้เลยที่จะต้องทำงานเป็นทีม คนหนึ่งทำวิจัยในส่วนหนึ่ง อีกคนทำวิจัยในอีกส่วนหนึ่งแล้วในที่สุดสามารถนำองค์ความรู้มาประกอบรวมกัน (integration) และเพื่อให้ man-year ของเราทั้งทีมเพียงพอที่จะแก้ปัญหาหรือพัฒนาในเรื่องใดเรื่องหนึ่งให้สุดทาง ไม่ใช่ครึ่งๆ กลางๆ ไม่ใช่เป็นอย่างในปัจจุบันที่งานวิจัยหลายเรื่องเริ่มได้แต่ไม่มีวันจบ คำถามเหล่านี้คงต้องอาศัยนักวิจัยด้านนาโนเทคโนโลยีทุกคนในประเทศช่วยกันตอบ และคงต้องถามรัฐบาลในยุคนี้ว่าจะเอาอย่างไรกับมันดี เงินอย่างเดียวคงไม่ใช่คำตอบของทุกอย่าง
>http://www.nectec.or.th/mems/news/up_detail.php?id=30
(Published in What Thai Electronics Magazine in Thai)
ประเทศไทย จะเอาอย่างไรกับนาโนเทคโนโลยี ?
ดร. อดิสร เตือนตรานนท์
งานวิจัยนาโนอิเล็กทรอนิกส์และเครื่องกลจุลภาค
ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ
เป็นที่รู้จักกันดีแล้วว่า นาโนเทคโนโลยี ทำให้เราก้าวมาถึงจุดที่เราสามารถออกแบบและผลิตวัสดุใหม่ๆ และอุปกรณ์เครื่องมือที่มีส่วนประกอบเล็กจิ๋ว เล็กจนถึงระดับเดียวกันกับอะตอมหรือโมเลกุล ซึ่งส่งผลให้มีคุณสมบัติที่เหนือกว่าเดิมอย่างน่ามหัศจรรย์ วัสดุและอุปกรณ์เหล่านี้กำลังทยอยมาแทนที่วัสดุและอุปกรณ์แบบเดิมๆ ที่ใช้กันอยู่ในหลายอุตสาหกรรม รวมทั้งอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ที่เราสนใจ มีข้อมูลจากการสำรวจในประเทศสหรัฐอเมริการะบุว่าตลาดโดยตรงของนาโนเทคโนโลยีของโลกนั้น คาดว่าจะเติบโตถึง 1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (หรือประมาณ 40 ล้านล้านบาทไทย ท่านผู้อ่านลองคิดเล่นๆ เทียบกับงบประมาณแผ่นดินของเราปีละประมาณ 1.5 ล้านล้านบาทเอาเองก็แล้วกันครับ ) ภายใน 10 ปีข้างหน้า ดังนั้นด้วยศักยภาพของนาโนเทคโนโลยีที่สูงมากนี้ ประเทศต่างๆ ทั่วโลกจึงให้ความสำคัญต่อการพัฒนานาโนเทคโนโลยีกันอย่างตื่นเต้น แม้ว่าจะต้องลงทุนอย่างมหาศาลในการวิจัยและพัฒนาเพื่อนำนาโนเทคโนโลยีมาพัฒนาจนถึงระดับที่จะได้ผลิตภัณฑ์ (Nano product) ที่ใช้งานได้จริงเชิงพาณิชย์ รวมทั้งประเทศไทยของเราก็ให้ความสนใจเช่นกัน (มิฉะนั้นเราจะตกขบวนรถไฟอีกครั้งอย่างแน่นอน แต่เราคงต้องมีการวางแผนและยุทธศาสตร์ที่เหมาะสมสำหรับประเทศของเราเอง) ศูนย์คาดการณ์อนาคตของเขตเศรษฐกิจแถบเอเชียแปซิฟิกหรือ APEC Center for Technology Foresight ที่ตั้งอยู่ที่ประเทศไทยเราเอง ก็เคยจัดให้มีการศึกษาศักยภาพของนาโนเทคโนโลยีในอนาคตขึ้นในปี พ.ศ. 2544 ผลการศึกษารายงานว่า นาโนเทคโนโลยีมิใช่เป็นเพียงเทคโนโลยีที่สำคัญและจำเป็นต่อประเทศที่พัฒนาแล้วเท่านั้น แต่ประเทศที่กำลังพัฒนา รวมทั้งประเทศไทย ก็มีความจำเป็นเร่งด่วนที่จะต้องศึกษา ค้นคว้า วิจัยด้านนาโนเทคโนโลยีเพื่อเสริมศักยภาพในการแข่งขันในตลาดของตัวเองและในตลาดโลกด้วย
ในขณะที่ประเทศเพื่อนบ้านของเรา ไม่ว่าจะเป็นสิงคโปร์ มาเลเซีย เวียดนาม เดินหน้าตั้งศูนย์วิจัยและทุ่มงบวิจัยกันอย่างจริงจัง สิงคโปร์ประกาศโครงการวิจัยนาโนเทคโนโลยีตั้งแต่เดือนมกราคม ปี 2545 พร้อมๆ กันกับประเทศไต้หวัน โดยมีคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจแห่งชาติและสำนักงานวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของเขาเป็นเจ้าภาพและลงทุนโครงการใหญ่ๆ เช่น การจัดตั้งเมืองแห่งเทคโนโลยีชีวภาพ (Biopolis) ที่มุ่งเน้นการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีชีวภาพนาโน (Nanobiotechnology) เป็นหลัก ส่วนประเทศมาเลเซียก็ไม่น้อยหน้าลงทุนสร้างเมืองแห่งไอที เรียกว่า supercorridor มุ่งเน้นด้านนาโนเกี่ยวกับแสง การสื่อสาร นาโนอิเล็กทรอนิกส์ และวัสดุนาโนชนิดต่างๆ ส่วนอีกประเทศที่กำลังมาแรงก็คือประเทศเวียดนาม ก็ได้ริเริ่มโครงการนาโนเทคโนโลยีแห่งชาติเช่นเดียวกัน โดยเน้นหนักด้านการสร้างบุคลากร อุปกรณ์และโครงสร้างพื้นฐาน (ผมคิดว่าเพื่อรองรับการย้ายฐานของอุตสาหกรรมจากต่างประเทศ) จะเห็นได้ว่าแต่ละประเทศก็จะมียุทธศาสตร์ที่แตกต่างกันเป็นของตนเอง ส่วนประเทศไทยยังมีการลงทุนน้อยมากเมื่อเทียบกับแม้แต่ประเทศเพื่อนบ้าน ไม่ต้องพูดถึงประเทศที่พัฒนาแล้วอื่นๆ เช่น สหรัฐอเมริกา สาธารณรัฐเยอรมนี ญี่ปุ่น เป็นต้น ในประเทศพัฒนาแล้วเหล่านี้ตื่นตัวในการลงทุนเพื่อพัฒนางานวิจัยและค้นคว้าทางด้านนี้เป็นอย่างมาก ตัวอย่างเช่น ในประเทศสหรัฐอเมริกา อดีตประธานาธิบดี บิล คลินตัน ได้แสดงบทบาทความเป็นผู้นำโดยจัดตั้งโครงการความริเริ่มด้านนาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ (National Nanotechnology Initiative เรียกย่อว่า NNI) อย่างเป็นทางการจั้งแต่ปี พ.ศ. 2543 โดยจัดสรรงบประมาณเริ่มต้นเป็นเงินประมาณ 10,000 ล้านบาท นับเป็นโครงการแห่งชาติที่ใช้จำนวนคนและงบประมาณวิจัยมากที่สุดในรอบ 40 ปีที่ผ่านมา นับตั้งแต่โครงการอพอลโลที่สามารถส่งมนุษย์ไปเดินบนดวงจันทร์ นอกจากนี้งบประมาณของโครงการยังเพิ่มขึ้นทุกปี และเป็นเพียงไม่กี่โครงการที่ประธานาธิบดี จอร์ช บุช ได้สานต่อและขยายผลจนสามารถออกเป็นพระราชบัญญัติการวิจัยและพัฒนานาโนเทคโนโลยีแห่งศตวรรษที่ 21 (The 21th Century Nanotechnology Research and Development Act) โดยกำหนดให้รัฐบาลมีหน้าที่ส่งเสริมการวิจัยทางด้านนาโนเทคโนโลยีเพื่อมีเป้าหมายให้เป็นผู้นำของโลก และกำหนดให้มีการลงทุนเป็นเงินถึง 150,000 ล้านบาทภายในเวลา 4 ปี นับตั้งแต่ช่วงปี พ.ศ. 2548-2551 หรือโดยเฉลี่ยแล้วประมาณ 37,000 ล้านบาทต่อปี
ถึงแม้ว่าประเทศไทยเองยังไม่มีบุคลากรและการลงทุนวิจัยในด้านนี้มากนักเมื่อเทียบกับต่างประเทศ แต่ก็มีการริเริ่มพัฒนาไปพอสมควร โดยมีการรวมกลุ่มนักวิจัยที่สนใจในนาโนเทคโนโลยีในสาขาต่างๆ และจัดประชุมกันเพื่อหาแนวทางในการพัฒนาเทคโนโลยีนี้ในประเทศเรา และเป็นแรงผลักดันให้รัฐบาลยุคนายกทักษิณได้ตระหนักถึงความสำคัญของนาโนเทคโนโลยีเพื่อเป็นการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศและการพัฒนาประเทศที่ยั่งยืนในอนาคต และได้มีมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 13 สิงหาคม พ.ศ. 2546 ให้จัดตั้งศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ หรือเรียกชื่อย่อว่า NANOTEC ให้เป็นหน่วยงานภายใต้สำนกงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โดยตั้งความหวังไว้ว่าจะสามารถพัฒนาขีดความสามารถด้านนาโนเทคโนโลยีของประเทศให้พร้อมรับกับกระแสการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีใหม่นี้ และช่วยยกระดับอุตสาหกรรมที่มีอยู่เดิมและสร้างอุตสาหกรรมใหม่ให้แก่ประเทศ ที่ผ่านมาทางศูนย์ฯ ก็ได้เผยแพร่ความรู้ความเข้าใจในนาโนเทคโนโลยีและส่งเสริมการวิจัยและพัฒนาในลักษณะเครือข่าย (Network) ร่วมกับมหาวิทยาลัยในประเทศเกือบทุกแห่งทั่วประเทศ แต่เนื่องจากกำลังคนที่ขาดแคลน สัดส่วนนักวิจัยแต่จำนวนประชากรของเรายังน้อยมากแม้เมื่อเทียบกับประเทศในทวีปเอเชียด้วยกัน (ประเทศไทยมีนักวิจัยเพียง 2 คนต่อจำนวนประชากร 10,000 คน เมื่อเทียบกับประเทศสิงคโปร์ มี 48 คน และประเทศญี่ปุ่นมี 73 คนต่อประชากร 10,000 คน) นโยบายยุทธศาสตร์ที่ไม่ชัดเจน ไม่มุ่งเน้นเรื่องใดเรื่องหนึ่งที่เรามีจุดแข็ง เช่น เราจะเน้นด้านนำนาโนเทคโนโลยีไปใช้งานด้านอุตสาหกรรมอาหารและการเกษตรกรรมหรือไม่ และขาดการเชื่อมโยงกับอุตสาหกรรมในประเทศ อุตสาหกรรมในประเทศเองก็รอคอยความช่วยเหลือจากภาครัฐบาลหรือไม่ก็ไม่กล้าที่จะลงทุนในเทคโนโลยีที่ยังต้องพัฒนาต่อ อุตสาหกรรมยังเห็นว่าคุ้มค่ากว่าถ้าซื้อเทคโนโลยีที่สำเร็จรูปแล้วมาจากต่างประเทศถ้าใช้ได้จริง และงบประมาณที่จำกัดจึงทำให้นาโนเทคโนโลยีในประเทศไทยยังเดินหน้าไม่เต็มที่ จะเห็นได้ว่างบประมาณวิจัยด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของเรายังน้อยมากเพียงร้อยละ 0.3 ของ GDP ของประเทศเมื่อเทียบกับประเทศญี่ปุ่นที่สูงถึงร้อยละ 3 และสิงคโปร์ที่ร้อยละ 1.76 ของ GDP ของประเทศที่สูงมากกว่าเราอยู่แล้วหลายเท่าตัว
มาถึงจุดนี้นับตั้งแต่จัดตั้งศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติมาซึ่งถือว่าเป็นจุดเริ่มต้นหรือจุดปล่อยตัว START ด้านนาโนเทคโนโลยีอย่างเป็นทางการของประเทศ ก็ผ่านมา 3 ปีแล้ว คงต้องลองตั้งคำถามว่าท่านผู้อ่านเรียนรู้และเข้าใจนาโนเทคโนโลยีมากขึ้นบ้างหรือไม่ ผมเชื่อว่าหลายท่านคงเคยได้ยินและคุ้นเคยกับนาโนเทคโนโลยีกันบ้างไม่มากก็น้อย ท่านสามารถนำความรู้ไปใช้ประโยชน์ได้อย่างไร จะประยุกต์ใช้มันให้มีประโยชน์และเพิ่มมูลค่าให้แก่ธุรกิจของท่านได้อย่างไร อุตสาหกรรมที่ได้ประโยชน์หรือเกิดใหม่ในด้านนี้หรือไม่ อุตสาหกรรมจะปรับตัวรับเทคโนโลยีใหม่นี้ได้อย่างไร ประเทศไทยจะก้าวขึ้นเป็นผู้นำในนาโนเทคโนโลยีด้านใดด้านหนึ่งได้หรือไม่ เราเตรียมบุคลากรที่มีความรู้และความเชี่ยวชาญด้านนี้มากพอแล้วหรือยัง (ข้อมูลที่พอหาได้ปรากฏว่าเรามีนักวิจัยที่ทำงานด้านนาโนเทคโนโลยีอยู่ไม่เกิน 130 คนทั่วทั้งประเทศ) อะไรคือ key success factor ของไทยในเรื่องนี้ ครั้งนี้อาจจะเป็นบทพิสูจน์อีกครั้งของคำปรามาสที่ว่าคนไทยเล่นกีฬาเป็นทีมไม่ได้ ทำงานเป็นทีมไม่สำเร็จ เพราะโดยพื้นฐานแล้วนาโนเทคโนโลยีต้องใช้ความรู้พื้นฐานวิทยาศาสตร์หลากหลายแขนง ไม่ว่าจะเป็นฟิสิกส์ เคมี ชีววิทยา วิศวกรรม คอมพิวเตอร์ ฯลฯ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเราต้องการผลงานเป็นผลิตภัณฑ์ที่ใช้งานได้และผลิตได้ในเชิงพาณิชย์ด้วยแล้ว เราหลีกเลี่ยงไม่ได้เลยที่จะต้องทำงานเป็นทีม คนหนึ่งทำวิจัยในส่วนหนึ่ง อีกคนทำวิจัยในอีกส่วนหนึ่งแล้วในที่สุดสามารถนำองค์ความรู้มาประกอบรวมกัน (integration) และเพื่อให้ man-year ของเราทั้งทีมเพียงพอที่จะแก้ปัญหาหรือพัฒนาในเรื่องใดเรื่องหนึ่งให้สุดทาง ไม่ใช่ครึ่งๆ กลางๆ ไม่ใช่เป็นอย่างในปัจจุบันที่งานวิจัยหลายเรื่องเริ่มได้แต่ไม่มีวันจบ คำถามเหล่านี้คงต้องอาศัยนักวิจัยด้านนาโนเทคโนโลยีทุกคนในประเทศช่วยกันตอบ และคงต้องถามรัฐบาลในยุคนี้ว่าจะเอาอย่างไรกับมันดี เงินอย่างเดียวคงไม่ใช่คำตอบของทุกอย่าง
>http://www.nectec.or.th/mems/news/up_detail.php?id=30
วันศุกร์ที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2552
Nanocontainers Deliver Drugs
Nanocontainers Deliver Drugs Directly to Cells
By Sarah Graham
April 28, 2003
One challenge to effective drug treatment is getting the medication to exactly the right place. To that end, researchers have been investigating myriad new methods to deliver pharmaceuticals. Findings published in the current issue of the journal Science indicate that tiny nanocontainers composed of polymers may one day distribute drugs to specific spots within individual cells.
Radoslav Savic and his colleagues at McGill University tested the properties of tiny units built out of two types of polymers. The two compounds self-assemble into a spherical shape known as a micelle. One compound, which is hydrophobic (water fearing), aligns facing inwards and the other, which is hydrophilic (water loving), faces outwards. Drugs can then be loaded inside the tiny molecular globs, which measure 20 to 45 nanometers in diameter. The researchers used fluorescent labeling to track the micelles' journeys (see image). They found that the tiny containers could pass through the wall of a rat cell, but did not enter the cell's nucleus. The micelles did, however, penetrate some cell parts, such as mitochondria and the Golgi apparatus, which are important targets for drug delivery.
The scientists also determined that the micelles are very efficient at delivering their hydrophobic drug cargo once inside a cell. This property could mean that doctors may one day be able to administer smaller doses of toxic medications. "These micelles may thus be worth exploring for their potential to selectively deliver drugs to specified subcellular targets," the authors note. In an accompanying commentary, Jeffrey A. Hubbell of the University of Zurich cautions that much work remains to be done, "yet, multifunctional polymer micelles have already come a long way to reaching these ends."
Source >http://www.scientificamerican.com/article.cfm?id=nanocontainers-deliver-dr
By Sarah Graham
April 28, 2003
One challenge to effective drug treatment is getting the medication to exactly the right place. To that end, researchers have been investigating myriad new methods to deliver pharmaceuticals. Findings published in the current issue of the journal Science indicate that tiny nanocontainers composed of polymers may one day distribute drugs to specific spots within individual cells.
Radoslav Savic and his colleagues at McGill University tested the properties of tiny units built out of two types of polymers. The two compounds self-assemble into a spherical shape known as a micelle. One compound, which is hydrophobic (water fearing), aligns facing inwards and the other, which is hydrophilic (water loving), faces outwards. Drugs can then be loaded inside the tiny molecular globs, which measure 20 to 45 nanometers in diameter. The researchers used fluorescent labeling to track the micelles' journeys (see image). They found that the tiny containers could pass through the wall of a rat cell, but did not enter the cell's nucleus. The micelles did, however, penetrate some cell parts, such as mitochondria and the Golgi apparatus, which are important targets for drug delivery.
The scientists also determined that the micelles are very efficient at delivering their hydrophobic drug cargo once inside a cell. This property could mean that doctors may one day be able to administer smaller doses of toxic medications. "These micelles may thus be worth exploring for their potential to selectively deliver drugs to specified subcellular targets," the authors note. In an accompanying commentary, Jeffrey A. Hubbell of the University of Zurich cautions that much work remains to be done, "yet, multifunctional polymer micelles have already come a long way to reaching these ends."
Source >http://www.scientificamerican.com/article.cfm?id=nanocontainers-deliver-dr
หนอนนานาโน
หนอนนาโนขนาดจิ๋ว:
ความหวังใหม่ของการค้นหาเนื้องอก
นักวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัย San Diego, มหาวิทยาลัย Santa Barbara และ MIT ได้ทำการพัฒนา หนอนนาโนหรือ nanoworms ที่สามารถเดินทางผ่านเข้าไปในกระแสเลือดโดยไม่มีผลกระทบต่อระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย เพื่อไปทำการค้นหาแหล่งของเนื้องอกหรือเซลล์มะเร็งได้ การค้นพบครั้งนี้ได้ถูกตีพิมพ์ในวารสาร Advanced Materials ทำให้นึกถึงภาพยนตร์แนววิทยาศาสตร์ในปี 1966 เรื่อง Fantastic Voyage ที่มีเรือดำน้ำที่สามารถหดตัวได้เหลือขนาดเพียงระดับไมโคร แล้วถูกฉีดเข้าไปในกระแสเลือดเพื่อไปกำจัดก้อนเลือดที่แข็งตัวในสมองของท่านทูตในการใช้หนอนนาโนนี้ แพทย์จะสามารถหาเป้าหมายและแสดงตำแหน่งของเนื้องอกที่กำลังก่อตัวได้ในที่สุด แม้ขนาดของเนื้องอกจะเล็กมากจนวิธีปกติที่ใช้ไม่สามารถค้นพบได้ ปริมาณของยาที่จะใช้ในการลำเลียงไปด้วยขึ้นอยู่กับลักษณะเฉพาะของเนื้องอกที่พบ โดยในอนาคตคาดว่า หนอนนาโนจะช่วยในการนำยาต้านมะเร็งที่เป็นพิษกับเนื้องอกเหล่านี้เข้าไปรักษาได้ในปริมาณความเข้มข้นสูง โดยไม่ไปส่งผลเสียต่ออวัยวะของร่างกายส่วนอื่น ๆ
โดยปกติแล้วอนุภาคระดับนาโนส่วนมากจะถูกจำแนกได้จากกลไกการป้องกันของร่างกาย ซึ่งจะจับอนุภาคเหล่านี้และกำจัดออกจากกระแสเลือดในเวลาไม่กี่นาที แต่ในกรณีของหนอนนาโนนี้ จะใช้งานได้ดี เนื่องจากการร่วมกันระหว่างลักษณะรูปร่างของมันและพอลิเมอร์ที่ใช้เคลือบที่ผิว จะทำให้ตัวหนอนสามารถหลบหลีกจากกลไกกำจัดตามธรรมชาตินี้ได้ ส่งผลให้ตัวหนอนนาโนไหลเวียนอยู่ในร่างกายของหนูทดลองได้หลายชั่วโมงทีเดียว เมื่อบรรจุยาลงไป หนอนนาโนนี้จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของยาโดยส่งผ่านยาไปยังเนื้องอกโดยตรง และยังช่วยลดผลแทรกซ้อนจากยาต่อต้านมะเร็งที่มีพิษด้วย โดยการจำกัดการปล่อยยาไปยังเนื้อเยื่อที่ปกติ และทำให้การวินิจฉัยโรคเกี่ยวกับเนื้องอกและต่อมน้ำเหลืองที่ผิดปกติได้
นักวิทยาศาสตร์ได้สร้างหนอนนาโนขึ้นมาจาก iron oxide ที่เป็นอนุภาคทรงกลมขนาดนาโนที่มาเชื่อมต่อกัน มีลักษณะคล้ายลำตัวที่เป็นปล้อง ๆ ของหนอน และมีความยืดหยุ่นเช่นกัน ลำตัวยาวประมาณ 30 นาโนเมตร หรือเล็กกว่าหนอนปกติ 3 ล้านเท่า สาร iron oxide จะทำให้หนอนนาโนนี้มีความสว่างในอุปกรณ์วินิจฉัย โดยเฉพาะ MRI หรือ magnetic resonance imaging ที่มักใช้เป็นอุปกรณ์ตรวจสอบก้อนเนื้องอก
Iron oxide มีสมบัติ superparamagnetic ซึ่งทำให้มันมีความสว่างมากใน MRI แม่เหล็กในแต่ละปล้องของ iron oxide (จำนวนปล้องมีประมาณ 8 ปล้องต่อหนอนนาโน 1 ตัว) จะรวมตัวกันทำให้เกิดสัญญาณที่เด่นชัดมากกว่าเมื่อเทียบกับปล้องเดียว ทำให้ความสามารถที่จะมองเห็นก้อนเนื้อชิ้นเล็ก ๆ ได้ง่ายขึ้น อาจจะช่วยในการค้นหาก้อนมะเร็งในระยะแรกได้ด้วย
นอกจากนี้พอลิเมอร์ที่ใช้เคลือบ ซึ่งผลิตมาจากสิ่งมีชีวิตเรียกว่า dextran นำไปใช้เคลือบหนอนนาโน เพื่อค้นหาโมเลกุลที่เกิดเนื้องอก หรือเป็นสารเป็บไทด์ที่เรียกว่า F3 สารนี้จะช่วยให้หนอนนาโนค้นพอเซลล์ เป้าหมายที่เป็นเนื้องอกได้
เนื่องจากมันมีรูปร่างที่ยืดยาว หนอนนาโนจะนำสาร F3 ได้หลายโมเลกุลซึ่งจะมีความสัมพันธ์โดยตรงกับผิวของเนื้องอก และการทำงานร่วมกันนี้จะช่วยปรับปรุงความสามารถในการค้นหาเนื้องอกได้
นักวิทยาศาสตร์สามารถค้นหาตำแหน่งของเนื้องอกได้โดยการฉีดหนอนนาโนนี้เข้าไปในกระแสเลือดของหนูทดลอง และพบว่าหนอนนาโนจะไปจับกลุ่มรวมตัวกันอยู่เป็นจำนวนมากที่ตำแหน่งของเนื้องอก
ที่พบ และหนอนนาโนนี้จะไม่เหมือนกับวัตถุนาโนอื่น ๆ ที่จะถูกร่างกายขับออกมาจากเลือดโดยระบบภูมิต้าน
ทาน โดยมันจะสามารถอยู่ในกระแสเลือดได้นานนับชั่วโมง ซึ่งเป็นคุณสมบัติที่เหมาะสมมาก ยิ่งอยู่ในกระแสเลือดนานเท่าไหร่ก็มีโอกาสเจอกับก้อนเนื้องอกมากเท่านั้น
การที่หนอนนาโนอยู่ในกระแสเลือดได้นานนั้นยังไม่เป็นที่เข้าใจกันอย่างชัดเจนนัก แต่คาดว่าน่าจะเป็นเพราะการเคลื่อนไหวที่ยืดหยุ่นและการที่มีโครงสร้างเพียง 1 มิติในแนวยาวจะทำให้มันไหลอยู่ในกระแสเลือดได้นาน ขณะนี้ได้มีการพัฒนาวิธีที่จะเอายาติดไปกับหนอนนาโนและทำการตกแต่งภายนอกด้วยสารเคมี เฉพาะ zip code ซึ่งจะทำให้หนอนนาโนมุ่งไปหาตำแหน่งของเนื้องอก ตามส่วนต่างๆ ของร่างกายได้ แม้ขนาดของเนื้องอกจะเล็กเพียงปลายเข็มก็สามารถทำได้
ส่วนหนึ่งของหนอนนาโนที่ประกอบไปด้วย iron oxide ที่มีสมบัติแม่เหล็กและเคลือบด้วยพอลิเมอร์ที่สามารถไปเกาะติดกับตำแหน่งที่เกิดเนื้องอกได้
ที่มา : www.ucsdnews.ucsd.edu>http://www.nsm.or.th/nsm2008/modules.php?name=News&file=article&sid=1548
ความหวังใหม่ของการค้นหาเนื้องอก
นักวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัย San Diego, มหาวิทยาลัย Santa Barbara และ MIT ได้ทำการพัฒนา หนอนนาโนหรือ nanoworms ที่สามารถเดินทางผ่านเข้าไปในกระแสเลือดโดยไม่มีผลกระทบต่อระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย เพื่อไปทำการค้นหาแหล่งของเนื้องอกหรือเซลล์มะเร็งได้ การค้นพบครั้งนี้ได้ถูกตีพิมพ์ในวารสาร Advanced Materials ทำให้นึกถึงภาพยนตร์แนววิทยาศาสตร์ในปี 1966 เรื่อง Fantastic Voyage ที่มีเรือดำน้ำที่สามารถหดตัวได้เหลือขนาดเพียงระดับไมโคร แล้วถูกฉีดเข้าไปในกระแสเลือดเพื่อไปกำจัดก้อนเลือดที่แข็งตัวในสมองของท่านทูตในการใช้หนอนนาโนนี้ แพทย์จะสามารถหาเป้าหมายและแสดงตำแหน่งของเนื้องอกที่กำลังก่อตัวได้ในที่สุด แม้ขนาดของเนื้องอกจะเล็กมากจนวิธีปกติที่ใช้ไม่สามารถค้นพบได้ ปริมาณของยาที่จะใช้ในการลำเลียงไปด้วยขึ้นอยู่กับลักษณะเฉพาะของเนื้องอกที่พบ โดยในอนาคตคาดว่า หนอนนาโนจะช่วยในการนำยาต้านมะเร็งที่เป็นพิษกับเนื้องอกเหล่านี้เข้าไปรักษาได้ในปริมาณความเข้มข้นสูง โดยไม่ไปส่งผลเสียต่ออวัยวะของร่างกายส่วนอื่น ๆ
โดยปกติแล้วอนุภาคระดับนาโนส่วนมากจะถูกจำแนกได้จากกลไกการป้องกันของร่างกาย ซึ่งจะจับอนุภาคเหล่านี้และกำจัดออกจากกระแสเลือดในเวลาไม่กี่นาที แต่ในกรณีของหนอนนาโนนี้ จะใช้งานได้ดี เนื่องจากการร่วมกันระหว่างลักษณะรูปร่างของมันและพอลิเมอร์ที่ใช้เคลือบที่ผิว จะทำให้ตัวหนอนสามารถหลบหลีกจากกลไกกำจัดตามธรรมชาตินี้ได้ ส่งผลให้ตัวหนอนนาโนไหลเวียนอยู่ในร่างกายของหนูทดลองได้หลายชั่วโมงทีเดียว เมื่อบรรจุยาลงไป หนอนนาโนนี้จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของยาโดยส่งผ่านยาไปยังเนื้องอกโดยตรง และยังช่วยลดผลแทรกซ้อนจากยาต่อต้านมะเร็งที่มีพิษด้วย โดยการจำกัดการปล่อยยาไปยังเนื้อเยื่อที่ปกติ และทำให้การวินิจฉัยโรคเกี่ยวกับเนื้องอกและต่อมน้ำเหลืองที่ผิดปกติได้
นักวิทยาศาสตร์ได้สร้างหนอนนาโนขึ้นมาจาก iron oxide ที่เป็นอนุภาคทรงกลมขนาดนาโนที่มาเชื่อมต่อกัน มีลักษณะคล้ายลำตัวที่เป็นปล้อง ๆ ของหนอน และมีความยืดหยุ่นเช่นกัน ลำตัวยาวประมาณ 30 นาโนเมตร หรือเล็กกว่าหนอนปกติ 3 ล้านเท่า สาร iron oxide จะทำให้หนอนนาโนนี้มีความสว่างในอุปกรณ์วินิจฉัย โดยเฉพาะ MRI หรือ magnetic resonance imaging ที่มักใช้เป็นอุปกรณ์ตรวจสอบก้อนเนื้องอก
Iron oxide มีสมบัติ superparamagnetic ซึ่งทำให้มันมีความสว่างมากใน MRI แม่เหล็กในแต่ละปล้องของ iron oxide (จำนวนปล้องมีประมาณ 8 ปล้องต่อหนอนนาโน 1 ตัว) จะรวมตัวกันทำให้เกิดสัญญาณที่เด่นชัดมากกว่าเมื่อเทียบกับปล้องเดียว ทำให้ความสามารถที่จะมองเห็นก้อนเนื้อชิ้นเล็ก ๆ ได้ง่ายขึ้น อาจจะช่วยในการค้นหาก้อนมะเร็งในระยะแรกได้ด้วย
นอกจากนี้พอลิเมอร์ที่ใช้เคลือบ ซึ่งผลิตมาจากสิ่งมีชีวิตเรียกว่า dextran นำไปใช้เคลือบหนอนนาโน เพื่อค้นหาโมเลกุลที่เกิดเนื้องอก หรือเป็นสารเป็บไทด์ที่เรียกว่า F3 สารนี้จะช่วยให้หนอนนาโนค้นพอเซลล์ เป้าหมายที่เป็นเนื้องอกได้
เนื่องจากมันมีรูปร่างที่ยืดยาว หนอนนาโนจะนำสาร F3 ได้หลายโมเลกุลซึ่งจะมีความสัมพันธ์โดยตรงกับผิวของเนื้องอก และการทำงานร่วมกันนี้จะช่วยปรับปรุงความสามารถในการค้นหาเนื้องอกได้
นักวิทยาศาสตร์สามารถค้นหาตำแหน่งของเนื้องอกได้โดยการฉีดหนอนนาโนนี้เข้าไปในกระแสเลือดของหนูทดลอง และพบว่าหนอนนาโนจะไปจับกลุ่มรวมตัวกันอยู่เป็นจำนวนมากที่ตำแหน่งของเนื้องอก
ที่พบ และหนอนนาโนนี้จะไม่เหมือนกับวัตถุนาโนอื่น ๆ ที่จะถูกร่างกายขับออกมาจากเลือดโดยระบบภูมิต้าน
ทาน โดยมันจะสามารถอยู่ในกระแสเลือดได้นานนับชั่วโมง ซึ่งเป็นคุณสมบัติที่เหมาะสมมาก ยิ่งอยู่ในกระแสเลือดนานเท่าไหร่ก็มีโอกาสเจอกับก้อนเนื้องอกมากเท่านั้น
การที่หนอนนาโนอยู่ในกระแสเลือดได้นานนั้นยังไม่เป็นที่เข้าใจกันอย่างชัดเจนนัก แต่คาดว่าน่าจะเป็นเพราะการเคลื่อนไหวที่ยืดหยุ่นและการที่มีโครงสร้างเพียง 1 มิติในแนวยาวจะทำให้มันไหลอยู่ในกระแสเลือดได้นาน ขณะนี้ได้มีการพัฒนาวิธีที่จะเอายาติดไปกับหนอนนาโนและทำการตกแต่งภายนอกด้วยสารเคมี เฉพาะ zip code ซึ่งจะทำให้หนอนนาโนมุ่งไปหาตำแหน่งของเนื้องอก ตามส่วนต่างๆ ของร่างกายได้ แม้ขนาดของเนื้องอกจะเล็กเพียงปลายเข็มก็สามารถทำได้
ส่วนหนึ่งของหนอนนาโนที่ประกอบไปด้วย iron oxide ที่มีสมบัติแม่เหล็กและเคลือบด้วยพอลิเมอร์ที่สามารถไปเกาะติดกับตำแหน่งที่เกิดเนื้องอกได้
ที่มา : www.ucsdnews.ucsd.edu>http://www.nsm.or.th/nsm2008/modules.php?name=News&file=article&sid=1548
แท่งโลหะนาโนผู้ขนส่งยีนส์
การนำยีนส์ที่ช่วยให้สุขภาพแข็งแรง (Health Promoting Gene) เข้าสู่เซลของร่างกายคนเรานั้นเป็นการวิวัฒนาการทางการแพทย์สมัยใหม่ที่ช่วยป้องกันและบำบัดโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ อย่างไรก็ตามตัวนำพายีนส์เหล่านั้นเข้าสู่เซลโดยวิธีที่ใช้ในปัจจุบันในการบำบัดโรคด้วยยีนส์หรือที่เรียกว่า Gene Therapy นั้น เช่น การใช้ไวรัสหรือวัสดุสังเคราะห์รวมถึงสารโพลิเมอร์อาจก่อให้เกิดปัญหาผลเสียด้านการตอบสนองของภูมิคุ้มกันและความเป็นพิษ ตามลำดับ
บัดนี้นักวิศวกรรมศาสตร์ทางชีวแพทย์ (Biomedical Engineers) ออกแบบเทคนิคใหม่ที่ใช้แท่ง นาโน (Nanorod) ประเภทโลหะเป็นตัวนำพายีนส์ซึ่งหลีกเลี่ยงความเสี่ยงต่างๆข้างต้น ทีมนักวิจัยได้แก่นักวิทยาศาสตร์คือนาย Kam Leong จากมหาวิทยาลัยจอห์น ฮอปกินส์ ในเมืองบัลติมอร์ มลรัฐแมรี่แลนด์ ซึ่งประดิษฐ์แท่งนาโนขนาดความยาว 200 นาโนเมตร (1 นานาเมตร = 106 ไมโครเมตร) และมีเส้นผ่าศูนย์กลาง 100 นาโนเมตร ทั้งนี้โดยความยาวครึ่งหนึ่งของแท่งนาโนดังกล่าวทำจากโลหะนิเกิล และอีกครึ่งหนึ่งเป็นทอง การทดลองดำเนินการโดยติดดีเอ็นเอ (DNA) ซึ่งมียีนส์ที่มีโค้ดหรือรหัสของโปรตีนหนึ่งหรือสองชนิดที่ทำให้แมลงหิ่งห้อยหรือแมงกระพรุนเรืองแสงได้ในส่วนของนิเกิล ขณะที่ส่วนทองมีการติดโปรตีนที่จะจับกับเซลซึ่งเรียกว่าทรานสเฟอริน (Transferrin)
เมื่อเติมแท่งนาโนที่มีดีเอ็นเอและทรานสเฟอรินติดอยู่ลงไปในภาชนะเลี้ยงเซลสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม แท่งนาโนจะเกาะติดกับผิวหนังของเซล จากนั้นถูกนำพาเข้าสู่เซล หลังจากนั้นดีเอ็นเอจะหลุดจากแท่ง นาโนและเข้าสู่นิวเคลียสต่อไปในที่สุด ซึ่งจะมีการแปลโค้ดรหัสสร้างเป็นโปรตีนขนาดเบาโดยจะสังเกตได้จากการเรืองแสงของเซล
นอกจากนี้ทีมผู้วิจัยยังสามารถนำพาส่งดีเอ็นเอเข้าสู่หนูทดลองได้สำเร็จโดยใช้อุปกรณ์ที่เรียกว่าปืนยีนส์ (Gene Gun) โดยผลักดันแท่งนาโนจำนวนหนึ่งเข้าไปสู่ใต้ผิวหนังสัตว์ทดลอง และพบว่ามีการสร้างโปรตีนเรืองแสงได้หลังจากนั้น 1 วัน ซึ่งวิธีนี้คล้ายกับที่กำลังมีการพัฒนาเป็นวัคซีนยีนส์ (Gene Vaccine) ซึ่งเป็นการบำบัดด้วยยีนส์โดยใส่ยีนส์ตัวเดียวที่สามารถผลิตโปรตีนซึ่งทราบดีว่าเป็นตัวเพิ่มภูมิคุ้มกันของร่างกายมนุษย์ต่อเชื้อไวรัส
ในขั้นต่อไปทีมนักวิจัยกำลังหาทางสร้างแท่งโลหะนาโนที่สลับซับซ้อนมากขึ้นโดยจะให้ผลลัพธ์อัตราการแสดงออกของยีนส์มากกว่าเดิมซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นในการบำบัดรักษาโรค เช่น Hemophilia และ Cystie Fibrosis ทั้งนี้โดยวางแผนสร้างแท่งนาโนที่มีหลายข้อ (Segments) โดยใช้โลหะต่างๆ เช่น แพลตตินั่ม (Platinum) และเงิน (Silver) เป็นต้น
(ที่มา: Science News, Volume 164, No. 15, October 11, 2003)
ที่มา>http://www1.stkc.go.th/redirect.php?id=2978&g=stportal
บัดนี้นักวิศวกรรมศาสตร์ทางชีวแพทย์ (Biomedical Engineers) ออกแบบเทคนิคใหม่ที่ใช้แท่ง นาโน (Nanorod) ประเภทโลหะเป็นตัวนำพายีนส์ซึ่งหลีกเลี่ยงความเสี่ยงต่างๆข้างต้น ทีมนักวิจัยได้แก่นักวิทยาศาสตร์คือนาย Kam Leong จากมหาวิทยาลัยจอห์น ฮอปกินส์ ในเมืองบัลติมอร์ มลรัฐแมรี่แลนด์ ซึ่งประดิษฐ์แท่งนาโนขนาดความยาว 200 นาโนเมตร (1 นานาเมตร = 106 ไมโครเมตร) และมีเส้นผ่าศูนย์กลาง 100 นาโนเมตร ทั้งนี้โดยความยาวครึ่งหนึ่งของแท่งนาโนดังกล่าวทำจากโลหะนิเกิล และอีกครึ่งหนึ่งเป็นทอง การทดลองดำเนินการโดยติดดีเอ็นเอ (DNA) ซึ่งมียีนส์ที่มีโค้ดหรือรหัสของโปรตีนหนึ่งหรือสองชนิดที่ทำให้แมลงหิ่งห้อยหรือแมงกระพรุนเรืองแสงได้ในส่วนของนิเกิล ขณะที่ส่วนทองมีการติดโปรตีนที่จะจับกับเซลซึ่งเรียกว่าทรานสเฟอริน (Transferrin)
เมื่อเติมแท่งนาโนที่มีดีเอ็นเอและทรานสเฟอรินติดอยู่ลงไปในภาชนะเลี้ยงเซลสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม แท่งนาโนจะเกาะติดกับผิวหนังของเซล จากนั้นถูกนำพาเข้าสู่เซล หลังจากนั้นดีเอ็นเอจะหลุดจากแท่ง นาโนและเข้าสู่นิวเคลียสต่อไปในที่สุด ซึ่งจะมีการแปลโค้ดรหัสสร้างเป็นโปรตีนขนาดเบาโดยจะสังเกตได้จากการเรืองแสงของเซล
นอกจากนี้ทีมผู้วิจัยยังสามารถนำพาส่งดีเอ็นเอเข้าสู่หนูทดลองได้สำเร็จโดยใช้อุปกรณ์ที่เรียกว่าปืนยีนส์ (Gene Gun) โดยผลักดันแท่งนาโนจำนวนหนึ่งเข้าไปสู่ใต้ผิวหนังสัตว์ทดลอง และพบว่ามีการสร้างโปรตีนเรืองแสงได้หลังจากนั้น 1 วัน ซึ่งวิธีนี้คล้ายกับที่กำลังมีการพัฒนาเป็นวัคซีนยีนส์ (Gene Vaccine) ซึ่งเป็นการบำบัดด้วยยีนส์โดยใส่ยีนส์ตัวเดียวที่สามารถผลิตโปรตีนซึ่งทราบดีว่าเป็นตัวเพิ่มภูมิคุ้มกันของร่างกายมนุษย์ต่อเชื้อไวรัส
ในขั้นต่อไปทีมนักวิจัยกำลังหาทางสร้างแท่งโลหะนาโนที่สลับซับซ้อนมากขึ้นโดยจะให้ผลลัพธ์อัตราการแสดงออกของยีนส์มากกว่าเดิมซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นในการบำบัดรักษาโรค เช่น Hemophilia และ Cystie Fibrosis ทั้งนี้โดยวางแผนสร้างแท่งนาโนที่มีหลายข้อ (Segments) โดยใช้โลหะต่างๆ เช่น แพลตตินั่ม (Platinum) และเงิน (Silver) เป็นต้น
(ที่มา: Science News, Volume 164, No. 15, October 11, 2003)
ที่มา>http://www1.stkc.go.th/redirect.php?id=2978&g=stportal
วันพฤหัสบดีที่ 4 มิถุนายน พ.ศ. 2552
ผลงานนักวิจัยไทย
> โปรแกรมช่วยวัดอุณหภูมิแบบไม่สัมผัสผุ้ป่วย
> ดร.อดิศร เตือนตรานนท์ “SMART HEALTH”
แนวโน้มวิวัฒนาการทางการแพทย์ที่สำคัญอันหนึ่งคือ การแพทย์เชิงป้องกัน (Preventive Medicine) ซึ่งเน้นการป้องกันและดูแลสุขภาพก่อนที่จะเป็นโรคใดๆ เทคโนโลยีต่างๆ ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อตรวจหาโรคก่อนที่เราจะเป็นโรคนั้นๆ และหาทางป้องกัน เทคโนโลยีหนึ่งด้านนาโนเทคโนโลยีที่สำคัญและได้รับการจับตามองมากที่สุดเพื่อช่วยให้เราบรรลุเป้าหมายนั้นก็คือ นาโนเทคโนโลยีด้านการแพทย์ หรืออาจเรียกว่าการแพทย์แบบนาโนก็ได้ หรือที่ฝรั่งเขาเรียกว่า Nanomedicine ซึ่งหมายถึงการนำนาโนเทคโนโลยีมาใช้เกี่ยวกับสุขภาพ ไม่ว่าจะเป็นการป้องกัน การคัดกรอง การเตือนล่วงหน้าและการรักษาโรคต่างๆ การวิจัยด้านการแพทย์นาโนนั้นมีความก้าวหน้าไปอย่างมาก มีตั้งแต่การใช้อนุภาคขนาดนาโนมาใช้เพื่อช่วยวิเคราะห์ระดับโมเลกุล (Molecular diagnostics) การช่วยให้การถ่ายภาพอวัยวะต่างๆ มีรายละเอียดของข้อมูลมากขึ้น รวมถึงการรักษาซึ่งอาจจะซับซ้อนและสามารถทำการรักษาในระดับเซลล์ก็ได้ การแพทย์แบบนาโนในปัจจุบันสามารถแบ่งออกเป็นสาขาหลักๆ ได้ 3 สาขา ได้แก่ การตรวจวิเคราะห์ระดับนาโน (Nanodiagnostics and Imaging) การนำส่งยาและการควบคุมการปล่อยยา (Targeted drug delivery and controlled release) และการแพทย์แบบรักษาตัวเองโดยการซ่อมแซมหรือทดแทนอวัยวะหรือเซลล์ที่ทำงานผิดปกติ (Regenarative medicine) เรามาลองติดตามกันดูว่าการแพทย์นาโนนั้นมีประโยชน์อย่างไรบ้างครับการตรวจวิเคราะห์ระดับนาโนการตรวจวิเคราะห์ระดับนาโนนั้นมีเป้าหมายที่สำคัญคือการบ่งชี้ได้แต่เนิ่นๆ ว่าคุณเป็นโรคอะไร และมีความละเอียดในระดับเซลล์ ซึ่งจะทำได้ระดับนี้ ต้องอาศัยการปรับปรุงและพัฒนาประสิทธิภาพการตรวจวิเคราะห์หาทั้งภายในและภายนอกร่างกาย นาโนเทคโนโลยีสามารถช่วยสร้างเครื่องมือตรวจวิเคราะห์ที่มีความไวสูงขึ้น ความเฉพาะเจาะจงมากขึ้นและความเชื่อถือได้มากยิ่งขึ้น รวมทั้งการที่เราสามารถตรวจวิเคราะห์ได้พร้อมกันหลายโรคในขั้นตอนเดียวและบนอุปกรณ์ที่เล็กพกพาได้ เช่น ชิปสำหรับตรวจโรค (Diagnostic lab-on-a-chip) เป็นต้น การพัฒนาเทคนิคการวัดที่มีความละเอียดสูงทำให้เราเข้าใจการทำงานของเซลล์ (วิทยาการสาขานี้อาจเรียกว่า Cellomic ก็ได้) ซึ่งเปรียบเสมือนเครื่องจักรกลที่มีชีวิตซึ่งจะทำให้เราสามารถออกแบบยาหรือวิธีการรักษาที่ทันสมัยได้ ความก้าวหน้าด้านการตรวจวิเคราะห์ภายในร่างกายเราในปัจจุบัน เช่น การส่องกล้องเพื่อถ่ายภาพและรักษา การผ่าตัดแบบมีแผลเล็ก การฝังอุปกรณ์เข้าไปในร่างกาย ล้วนแล้วแต่สามารถใช้นาโนเทคโนโลยีมาช่วยได้ การตรวจหามะเร็งซึ่งเป็นโรคที่ร้ายแรงและมีอัตราการตายสูงโรคหนึ่งของโลกในปัจจุบันซึ่งเกิดจากการสะสมของการเปลี่ยนแปลงพันธุกรรม (Genetic change) ของเซลล์จนเกิดเป็นเซลล์มะเร็งที่แบ่งขยายตัวอย่างรวดเร็วจนเป็นเนื้อร้ายนั้นก็สามารถใช้นาโนเทคโนโลยีมาตรวจหาได้ เช่น การใช้หมุดควอนตัม (Quantum Dot) ซึ่งเป็นอนุภาคเล็กขนาดนาโนที่เปล่งแสงสีต่างๆ ตามขนาดและการจับรวมตัวของอนุภาคที่ต่างกัน ให้สีแตกต่างกัน ก็สามารถช่วยให้การแยกแยะเนื้อดีและเนื้อร้ายด้วยอุปกรณ์ทางรังสี เช่น X-ray หรือ MRI ได้ผลที่ดียิ่งขึ้น นอกจากนี้การพัฒนากล้องขนาดเล็ก (Nanoprobe) เพื่อสอดเข้าไปในร่างกายและวิเคราะห์เนื้อเยื่อต่างๆ นั้นก็เป็นการแพทย์แบบนาโนที่กำลังพัฒนากันอยู่ทั่วโลก เซ็นเซอร์ทางชีวภาพ (Biosensor) ก็เป็นอีกตัวอย่างหนึ่งของการนำนาโนเทคโนโลยีมาใช้ในการตรวจวิเคราะห์ระดับนาโนในทางการแพทย์
ที่มา>http://www.whatgroupthai.com/whatelec/37/nanomedicine.html
> ดร.อดิศร เตือนตรานนท์ “SMART HEALTH”
แนวโน้มวิวัฒนาการทางการแพทย์ที่สำคัญอันหนึ่งคือ การแพทย์เชิงป้องกัน (Preventive Medicine) ซึ่งเน้นการป้องกันและดูแลสุขภาพก่อนที่จะเป็นโรคใดๆ เทคโนโลยีต่างๆ ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อตรวจหาโรคก่อนที่เราจะเป็นโรคนั้นๆ และหาทางป้องกัน เทคโนโลยีหนึ่งด้านนาโนเทคโนโลยีที่สำคัญและได้รับการจับตามองมากที่สุดเพื่อช่วยให้เราบรรลุเป้าหมายนั้นก็คือ นาโนเทคโนโลยีด้านการแพทย์ หรืออาจเรียกว่าการแพทย์แบบนาโนก็ได้ หรือที่ฝรั่งเขาเรียกว่า Nanomedicine ซึ่งหมายถึงการนำนาโนเทคโนโลยีมาใช้เกี่ยวกับสุขภาพ ไม่ว่าจะเป็นการป้องกัน การคัดกรอง การเตือนล่วงหน้าและการรักษาโรคต่างๆ การวิจัยด้านการแพทย์นาโนนั้นมีความก้าวหน้าไปอย่างมาก มีตั้งแต่การใช้อนุภาคขนาดนาโนมาใช้เพื่อช่วยวิเคราะห์ระดับโมเลกุล (Molecular diagnostics) การช่วยให้การถ่ายภาพอวัยวะต่างๆ มีรายละเอียดของข้อมูลมากขึ้น รวมถึงการรักษาซึ่งอาจจะซับซ้อนและสามารถทำการรักษาในระดับเซลล์ก็ได้ การแพทย์แบบนาโนในปัจจุบันสามารถแบ่งออกเป็นสาขาหลักๆ ได้ 3 สาขา ได้แก่ การตรวจวิเคราะห์ระดับนาโน (Nanodiagnostics and Imaging) การนำส่งยาและการควบคุมการปล่อยยา (Targeted drug delivery and controlled release) และการแพทย์แบบรักษาตัวเองโดยการซ่อมแซมหรือทดแทนอวัยวะหรือเซลล์ที่ทำงานผิดปกติ (Regenarative medicine) เรามาลองติดตามกันดูว่าการแพทย์นาโนนั้นมีประโยชน์อย่างไรบ้างครับการตรวจวิเคราะห์ระดับนาโนการตรวจวิเคราะห์ระดับนาโนนั้นมีเป้าหมายที่สำคัญคือการบ่งชี้ได้แต่เนิ่นๆ ว่าคุณเป็นโรคอะไร และมีความละเอียดในระดับเซลล์ ซึ่งจะทำได้ระดับนี้ ต้องอาศัยการปรับปรุงและพัฒนาประสิทธิภาพการตรวจวิเคราะห์หาทั้งภายในและภายนอกร่างกาย นาโนเทคโนโลยีสามารถช่วยสร้างเครื่องมือตรวจวิเคราะห์ที่มีความไวสูงขึ้น ความเฉพาะเจาะจงมากขึ้นและความเชื่อถือได้มากยิ่งขึ้น รวมทั้งการที่เราสามารถตรวจวิเคราะห์ได้พร้อมกันหลายโรคในขั้นตอนเดียวและบนอุปกรณ์ที่เล็กพกพาได้ เช่น ชิปสำหรับตรวจโรค (Diagnostic lab-on-a-chip) เป็นต้น การพัฒนาเทคนิคการวัดที่มีความละเอียดสูงทำให้เราเข้าใจการทำงานของเซลล์ (วิทยาการสาขานี้อาจเรียกว่า Cellomic ก็ได้) ซึ่งเปรียบเสมือนเครื่องจักรกลที่มีชีวิตซึ่งจะทำให้เราสามารถออกแบบยาหรือวิธีการรักษาที่ทันสมัยได้ ความก้าวหน้าด้านการตรวจวิเคราะห์ภายในร่างกายเราในปัจจุบัน เช่น การส่องกล้องเพื่อถ่ายภาพและรักษา การผ่าตัดแบบมีแผลเล็ก การฝังอุปกรณ์เข้าไปในร่างกาย ล้วนแล้วแต่สามารถใช้นาโนเทคโนโลยีมาช่วยได้ การตรวจหามะเร็งซึ่งเป็นโรคที่ร้ายแรงและมีอัตราการตายสูงโรคหนึ่งของโลกในปัจจุบันซึ่งเกิดจากการสะสมของการเปลี่ยนแปลงพันธุกรรม (Genetic change) ของเซลล์จนเกิดเป็นเซลล์มะเร็งที่แบ่งขยายตัวอย่างรวดเร็วจนเป็นเนื้อร้ายนั้นก็สามารถใช้นาโนเทคโนโลยีมาตรวจหาได้ เช่น การใช้หมุดควอนตัม (Quantum Dot) ซึ่งเป็นอนุภาคเล็กขนาดนาโนที่เปล่งแสงสีต่างๆ ตามขนาดและการจับรวมตัวของอนุภาคที่ต่างกัน ให้สีแตกต่างกัน ก็สามารถช่วยให้การแยกแยะเนื้อดีและเนื้อร้ายด้วยอุปกรณ์ทางรังสี เช่น X-ray หรือ MRI ได้ผลที่ดียิ่งขึ้น นอกจากนี้การพัฒนากล้องขนาดเล็ก (Nanoprobe) เพื่อสอดเข้าไปในร่างกายและวิเคราะห์เนื้อเยื่อต่างๆ นั้นก็เป็นการแพทย์แบบนาโนที่กำลังพัฒนากันอยู่ทั่วโลก เซ็นเซอร์ทางชีวภาพ (Biosensor) ก็เป็นอีกตัวอย่างหนึ่งของการนำนาโนเทคโนโลยีมาใช้ในการตรวจวิเคราะห์ระดับนาโนในทางการแพทย์
ที่มา>http://www.whatgroupthai.com/whatelec/37/nanomedicine.html
เครื่องตรวจวัดแอลกอฮอล์พกพา
นักวิจัยผลิตเครื่องตรวจวัดแอลกอฮอล์พกพา ลดการนำเข้าจาก ตปท.โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 2 เมษายน 2551 16:58 น. ดร.อดิศร เตือนตรานนท์ หน่วยหน้าหน่วยปฏิบัติการวิจัยนาโนอิเล็กทรอนิกส์และเครื่องกลจุลภาค ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ หรือเนคเทค สำนักงานพัฒนาทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี กล่าวว่าได้วิจัยพัฒนาเครื่องวัดแอลกอฮอล์จากลมหายใจแบบพกพาขึ้นมาเอง ราคาเพียง 8,000 บาท ซึ่งจะลดการนำเข้าจากต่างประเทศที่ราคาสูงกว่าถึง 5 เท่า โดยคุณสมบัติพิเศษของเครื่องนี้จะใช้วัดค่าแอลกอฮอล์ ที่ให้ค่าใกล้เคียงกับที่นำเข้า พร้อมระบุตัวเลขปริมาณแอลกอฮอล์ในระดับลมหายใจที่เกิน 50 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ รวมทั้งมีไฟเรืองแสง และสัญญาณแสงเตือนผู้ที่มีระดับแอลกอฮอล์เกินมาตรฐาน นอกจากนี้ ยังกินไฟน้อย โดยแบตเตอรีที่ใช้จะวัดได้ถึง 900 ครั้ง อย่างไรก็ตามจะเตรียมแจกจ่ายเครื่องวัดแอลกอฮอล์ ในลมหายใจแบบพกพาให้กับตำรวจ 100 เครื่อง ในช่วงเทศกาลสงกรานต์ ซึ่งมั่นใจว่าจะลดอุบัติเหตุในช่วงเทศกาลดังกล่าวได้เป็นอย่างดี
อ่านต่อเรื่องที่เกี่ยงข้อง...
1 หนังสือแนะนำ "นาโนเทคโนโลยี่ จิ๋วแต่แจ๋ว"โดย ดร.อดิศร เตือนตรานนท์ สำนักพิมพ์ Nation Books
2 “SMART HEALTH”MEM Lab NSTDA:นำเสนอผลงานเด่นทางด้าน “SMART HEALTH” ดร.อดิศร เตือนตรานนท์
3.งานสัมมนา NAC2009
>>http://www.nstda.or.th/nac2009/index.php>>http://www.nstda.or.th/nac2009/video-archives-14-Mar-CC309.php
อ่านต่อเรื่องที่เกี่ยงข้อง...
1 หนังสือแนะนำ "นาโนเทคโนโลยี่ จิ๋วแต่แจ๋ว"โดย ดร.อดิศร เตือนตรานนท์ สำนักพิมพ์ Nation Books
2 “SMART HEALTH”MEM Lab NSTDA:นำเสนอผลงานเด่นทางด้าน “SMART HEALTH” ดร.อดิศร เตือนตรานนท์
3.งานสัมมนา NAC2009
>>http://www.nstda.or.th/nac2009/index.php>>http://www.nstda.or.th/nac2009/video-archives-14-Mar-CC309.php
วันอังคารที่ 12 พฤษภาคม พ.ศ. 2552
Lab on a chip
Lab on a chip mimics brain chemistry
February 12th, 2008 Johns Hopkins researchers from the Whiting School of Engineering and the School of Medicine have devised a micro-scale tool – a lab on achip – designed to mimic the chemical complexities of the brain. The system should help scientists better understand how nerve cells in the brain work together to form the nervous system.
AmpliChip CYP450 Test – www.AmpliChip.us
Roche Diagnostics US Official Site FDA cleared CYP450 Test
A report on the work appears as the cover story in the February 2008 issue of the British journal Lab on a Chip. ”The chip we’ve developed will make xperiments on nerve cells more simple to conduct and to control,” says Andre Levchenko, Ph.D., associate professor of biomedical engineering at the Johns Hopkins Whiting School of Engineering and faculty affiliate of the Institute for NanoBioTechnology. Nerve cells decide which direction to grow by sensing both the chemical cues flowing through their environment as well as those attached to the surfaces that surround them. The chip, which is made of a plastic-like substance and covered with a glass lid, features a system of channels and wells that allow researchers to control the flow of specific chemical cocktails around single nerve cells.
“It is difficult to establish ideal experimental conditions to study how neurons react to growth signals because so much is happening at once that sorting out nerve cell connections is hard, but the chip, designed by experts in both brain chemistry and engineering, offers a sophisticated way to sort things out,” says Guo-li Ming,
M.D.,Ph.D., associate professor of neurology at the Johns Hopkins School of Medicine and Institute for Cell Engineering.
In experiments with their chip, the researchers put single nerve cells, or rons,onto the chip then introduced specific growth signals (in the form of hemicals).They found that the growing neurons turned and grew toward higher concentrations of certain chemical cues attached to the chip’s surfaces, as well as to signaling molecules free-flowing in solution.
When researchers subjected the neurons to conflicting signals (both surface bound and cues in solution), they found that the cells turned randomly, suggesting that cells do not choose one signal over the other. This,according to Levchenko,supports the prevailing theory that one cue can elicit different responses depending on
a cell’s surroundings. “The ability to combine several different stimuli in the chip resembles a more realistic environment that nerve cells will encounter in the living animal,” Ming says.This in turn will make future studies on the role of neuronal cells in development and regeneration more accurate and complete.
Source: Johns Hopkins Medical Institutions
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)