แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ Medical Device แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ Medical Device แสดงบทความทั้งหมด

วันพฤหัสบดีที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2552

Balloon angioplasty

Your doctor has recommended that you undergo a balloon angioplasty with a stent implant. But what does that actually mean?
The heart is located in the center of the chest. It's job is to keep blood continually circulating throughout the body.
The blood vessels that supply the body with oxygen-rich blood are called arteries.The arteries that supplies blood to the heart muscle itself are called coronary arteries.Sometimes, these blood vessels can narrow or become blocked by plaque deposits, restricting normal blood flow.
In simple terms, a balloon angioplasty with stent insertion is a procedure used to increase the amount of blood flowing through the coronary artery.
During a balloon angioplasty, a heart specialist will insert a thin tube into an artery in your arm or leg and gently guide it towards the problem area in your heart.
Once the tube is in place, a small balloon is briefly inflated in order to widen the narrowed artery.
A short length of mesh tubing called a stent is then inserted into the newly widened artery.During and after the procedure, your doctor will take x-rays in order to monitor your progress.

>http://www.PreOp.comPatient ED @ 617-379-1582 INFO

การขยายหลอดเลือดหัวใจด้วยการใช้บอลลูน
ปัจจุบันโรคหัวใจขาดเลือด หรือโรคหลอดเลือดแดงโคโรนารีที่ไปเลี้ยงหัวใจตีบ (Coronary Artery Disease, CAD) เป็นโรคหัวใจที่พบได้บ่อย และเป็นสาเหตุการตายของผู้ป่วยโรคหัวใจ ผู้ป่วยมักจะมีอาการเจ็บแน่นหน้าอกหรือเหนื่อยง่ายเวลาออกกำลัง และในบางรายก็มีอาการเฉียบพลันเกิดหัวใจวายได้ซึ่งวิธีการรักษา โรคนี้ในปัจจุบันมีอยู่ 3 วิธี คือ การผ่าตัดนำหลอดเลือดที่ขา หรือหลอดเลือดแดงบางที่มาตัดต่อกับหลอดเลือดที่อุดตันทำทางเดินของเลือดใหม่ ซึ่งเราเรียกการผ่าตัดนี้ว่า Coronary Artery Bypass Graft (CABG)การใช้ยารักษาและการใช้บอลลูนขยายหลอดเลือดหัวใจรวมถึงการใส่ขดเลือดในหลอดเลือดหัวใจด้วย
ในเดือนกันยายน ปี ค.ศ. 1977 นายแพทย์ชาวเยอรมันชื่อ Andreas Gruentzigได้ทำการรักษาผู้ป่วยโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ โดยการใช้บอลลูนขยายหลอดเลือดเป็นผลสำเร็จตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาก็มีการรักษาและพัฒนาวิธีการรักษาแบบใหม่นี้ ทำให้ได้ผลการรักษาที่ดีและยอมรับกันทั่วไป เรียกวิธีการรักษาแบบนี้ว่า Percutaneous Translumianl CoronaryAngioplasty (PTCA)
Percutaneous หมายถึง การรักษาโดยการเจาะรูผ่านทางผิวหนัง บริเวณขาหนีบเพื่อใส่สายสวน หัวใจเข้าไปTranslumianlหมายถึง การรักษานี้กระทำภายในหลอดเลือด (หรือท่อ)Coronary หมายถึงหลอดเลือด Coronary ที่ไปเลี้ยงหัวใจAngioplasty หมายถึง การรักษาด้วยการใส่สายสวนหัวใจที่มี balloon หรือลูกโป่งเล็กๆ อยู่บริเวณปลายของสายสวน ซึ่งบอลลูนนี้จะใส่เข้าไปในหลอดเลือดแดงที่ตีบอยู่ หลังจากนั้นแพทย์จะดันให้ลูกโป่งก็จะดันให้ลูกโป่งพองออกตรงตำแหน่งที่ตีบ แรงกดของลูกโป่งก็จะดันผนังหลอดเลือดที่ตีบนั้นให้ขยายออกทำให้เลือดสามารถไหลผ่านไปเลี้ยงหัวใจได้มากขึ้น
ข้อดีของการทำการขยายหลอดเลือดหัวใจทางหลอดเลือดแดงบริเวณ ข้อมือ (Radial artery)
ข้อดีของวิธีนี้คือ คนไข้สามารถลุกนั่งหรือเดินได้ทันทีหลังจากที่สวนหัวใจเสร็จแต่วิธีนี้ต้องอาศัยความชำนาญของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญการขยายหลอดเลือดหัวใจอย่างมาก แตกต่างจากวิธีการสวนหัวใจเข้าทางขาหนีบคนไข้จะต้องนอนราบไม่งอขาข้างที่ทำเป็นเวลาอย่างน้อย 6 ชั่วโมง
ทำไมต้องรักษาโรคหัวใจขาดเลือดด้วยวิธี PTCA ?
ก่อนทำ PTCA ได้แพร่หลายและนิยมกันมากขึ้นเรื่อยๆ ในประเทศไทยก็ได้มีการรักษาโดยวิธี PTCA ในโรงพยาบาลใหญ่ๆ หลายแห่งทั้งของรัฐและเอกชน ระยะเวลาในการทำ PTCA เฉลี่ยส่วนใหญ่จะใช้เวลาประมาณ 1/2 -1 1/2 ซม. ขึ้นอยู่กับตำแหน่งของหลอดเลือดที่ตีบ และจำนวนของหลอดเลือดที่ตีบด้วย ข้อดีของการทำ PTCA คือการทำให้ผู้ป่วยหายจากการเจ็บหน้าอกได้อย่างรวดเร็ว และระยะเวลาพักฟื้นภายในโรงพยาบาลก็จะสั้นมาก ผู้ป่วยส่วนมากจะสามารถกลับบ้านได้ภายใน 1-2 วัน และกลับไปทำกิจกรรมหรืองานต่างๆ ได้ตามปกติภายใน 1 สัปดาห์ ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบกับการผ่าตัดแล้วพบว่าผู้ป่วยต้องอยู่โรงพยาบาล 1-2 สัปดาห์ และกลับไปทำงานได้ตามปกติภายในประมาณ 3-4 สัปดาห์
พบปัญหาการทำ PTCA หรือไม่
สำหรับปัญหาในการทำบอลลูนในช่วงแรกๆ ที่สำคัญมีอยู่ 2 อย่างคือ การเกิดปิดของเส้นเลือดทันที (Abrupt Closure) หลังจากการทำ PTCA ซึ่งเกิดได้ ประมาณ 3-6 % และอาจจำเป็นต้องไปทำผ่าตัด CABG เป็นกรณีฉุกเฉินถ้าแก้ไขอะไรไม่ได้พบประมาณ 1% ของผู้ป่วยที่มาทำ PTCA และเกิดการตีบใหม่ (Rest enosis) ซึ่งเกิดขึ้นประมาณ 30-40 % และมักเกิดจากภายหลังการทำ PTCA 3-6 เดือนแรก
มีวิธีการลดการตีบใหม่ของหลอดเลือดหรือไม่ ?
ปัจจุบันมีการนำเอาเทคโนโลยีใหม่ๆ ในการขยายหลอดเลือดหัวใจมาใช้กันมากขึ้น เพื่อลดการตีบซ้ำ (Restenosis) เช่น การใช้เครื่องมือตัดก้อนไขมัน หรือแคลเซียมในเส้นเลือด (Directional Coronary Arthrectomy, DCA) การใช้หัวกรอเพชร (Rotablator) การใช้ขดเลือดเล็กๆไปถ่างเส้นเลือดไว้ (Stent) หรือการใช้แสงเลเซอร์ร่วมกับการใช้ ballon เราอาจเรียกวิธีการขยายหลอดเลือดด้วยการใช้บอลลูนร่วมกับเครื่องมือใหม่ๆ เหล่านี้ว่า Percutaneous Coronary Intervention (PCT) และพบว่าการใช้ขดลวดเล็กร่วมกับบอลลูนอาจลดการตีบซ้ำใหม่ เหลือเพียง 10-20 % และสามารถแก้ไขการยุบตัวของหลอดเลือดได้ โดยลดอัตราเสี่ยงที่จะต้องส่งไปผ่าตัดเหลือน้อยกว่า 0.5 %
ผลสำเร็จของการทำด้วยวิธี PCI
อย่างไรก็ตาม การทำ PTCA ด้วยการใช้บอลลูนธรรมดาก็ยังเป็นที่นิยมใช้กันอยู่ โดยมีการใส่ขดลวดร่วมด้วยมากกว่า 80 % และยังมีขดลวดแบบใหม่ที่สามารถลดการตีบแบบใหม่ ที่สามารถลดการตีบใหม่ลงเหลือน้อยกว่า 5 % อีกด้วย ผลการรักษาด้วยวิธี PCI นี้ ปัจจุบันมีผลสำเร็จตั่งแต่ 85-99% ยังมีข้อจำกัดอยู่บ้าง โดยที่เราไม่สามารถใช้การรักษาแบบนี้ทดแทนการผ่าตัดได้ในบางกรณี
ดังนั้น แพทย์ผู้รักษาจะเป็นผู้แนะนำได้ดีที่สุดว่าควรจะให้การรักษาแบบใดในผู้ป่วยรายใด และภายหลังการรักษาแล้ว แพทย์จะอธิบายการปฏิบัติตัว หรือจำกัดกิจกรรมบางอย่าง รวมทั้งเกี่ยวกับการรับประทานยาและอาหารที่จำเป็น ดังนั้นการกลับมาพบแพทย์ตามนัดเป็นสิ่งที่สำคัญมากเพราะอาจต้องมีการตรวจบางอย่างอีกเพื่อให้แน่ใจว่าหลอดเลือดของหัวใจยังมีการไหลเวียนโลหิตได้ดี ทำให้ผู้ป่วยโรคหัวใจนั้นสามารถมีสุขภาพและคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นได้
ขดลวดถ่างเส้นเลือดแบบพิเศษ ดีกว่าขดลวดธรรมดาอย่างไร?
การใช้ขดลวดแบบพิเศษ จะสามารถป้องกันการตีบใหม่ของหลอดเลือดได้มาก ปกติถ้าใช้ขดลวดธรรมดาในการตีบใหม่อยู่ที่ประมาณ 15-20 % แต่ถ้าใช้ขดลวดแบบพิเศษที่มียาเคลือบอยู่นี้ ส่วนใหญ่จะเป็นยาที่ออกฤทธิ์ ต้านการแบ่งตัวของเซลล์ ลักษณะคล้ายกับยาที่ใช้กับโรคมะเร็ง เพราะฉะนั้นถ้าใช้ขดลวดแบบมาตรฐานเกิดการตีบใหม่ประมาณ 10-20 % แต่ถ้าใช้ขดลวดแบบพิเศษปรากฏว่าการตีบใหม่ลดลง เหลือน้อยกว่า 5 % และพบว่าคนไข้จะไม่ค่อยมีปัญหาหลังจากทำไปแล้ว และก็ลดการที่ต้องมาทำใหม่อีกในช่วง 3-6 เดือนแรกที่จะมีการตีบใหม่ นั่นก็คือข้อดีของขดลวดแบบพิเศษที่มียาเคลือบอยู่

Source:>http://www.vibhavadi.com/web/health_detail.php?id=111

More Details see :>http://www.yourhealthyguide.com/article/ah-balloon.html

ขดลวดเคลือบยา



แนวทางมาตรฐานสำหรับการรักษาหลอดเลือดหัวใจตีบตันแบบสายสวนทางผิวหนัง
นพ.จีระศักดิ์ สิริธัญญานนท์

ปัจจุบันการรักษาโรคหลอดเลือดหัวใจ มักใช้วิธีขยายหลอดเลือดด้วยบัลลูนและค้ำการถ่างขยายหลังทำบัลลูนด้วยขดลวด ที่นิยมใช้มีอยู่สองชนิดคือ ขดลวดเคลือบและไม่เคลือบยา สำหรับขดลวดเคลือบยาที่จัดเป็นมาตรฐาน โดยอาศัยข้อมูลการศึกษาต่างๆทางด้านคลินิก ทำให้มีขดลวดเคลือบยาที่ได้การอนุมัติและยอมรับในปัจจุบันอยู่ 2 ชนิด คือ sirolimus-eluting stent ซึ่งเป็นขดลวดที่มีลักษณะจำเพาะ ใช้อุปกรณ์ที่เป็นเอกลักษณ์ของตัวเองเท่านั้น และ paclitaxel-eluting stent ที่มีความหลากหลายของอุปกรณ์เครื่องมือที่ใช้ โดยมีทั้ง nonpolymer และ polymer based (เป็นลักษณะ plastic acrylic eluting paclitaxel และ polymer eluting paclitaxel) ดังนั้น จึงค่อนข้างง่ายต่อการประยุกต์ข้อมูลของ sirolimus ไปใช้ในทางคลินิก ขณะที่ผลของ paclitaxel ค่อนข้างจะยากในการแปลผลของการใช้ขดลวดชนิดนี้ทางคลินิก เนื่องจากการทดลองมีการใช้ยาทั้ง polymer และไม่มี polymer โดยเฉพาะขดลวดที่ไม่ได้ใช้ยาชนิด polymer เคลือบ จะไม่สามารถแสดงถึง ประโยชน์ทางคลินิกได้ชัดเจน และเกิดผลไม่พึงปรารถนาค่อนข้างสูง ดังเช่นใน SCORE trial1 (Study to Compare REstenosis rate between Quest and Qua DS-QP2) พบอัตราการเกิด stent thrombosis สูงถึง 9.4% ในปัจจุบันจึงมีแต่ polymer eluting paclitaxel ที่ใช้อยู่เท่านั้น
ที่สำคัญอีกประเด็นหนึ่งคือ ข้อจำกัดของการนำการศึกษาทดลองไปใช้ในทางคลินิค เพราะใช้ทดลองกับกลุ่มที่มีความเสี่ยงต่ำ และเป้าหมายหลักของการทดลองในผู้ป่วยกลุ่มนี้ จะพิจารณาผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นในทางคลินิกแบบอ้อมๆ หรือที่เรียกว่า surrogate clinical events เพราะในแง่จริยธรรมของการนำขดลวดเคลือบยามาศึกษาในระยะแรกๆ พยายามหลีกเลี่ยงผลข้างเคียงต่างๆที่จะเกิดจากยาทีเคลือบ ดังนั้นในระยะเริ่มแรกจึงไม่มีการศึกษาใดๆที่ ศึกษาผลลัพธ์ของอัตราตาย หรือการเกิดภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตาย ส่วนใหญ่มักจะรายงานเป็น ผลของการตีบซ้ำจากการฉีดสารทึบรังสีหลอดเลือดหัวใจในช่วงระยะเวลาที่เหมาะสม ซึ่งมักจะน้อยกว่า 1 ปี ดังนั้นอุบัติการของการเกิดผลที่ไม่พึงประสงค์ทางคลินิกเช่น การเสียชีวิตหรือการเกิดกล้ามเนื้อหัวใจตายที่ 1 ปี อาจถูกปกป้องด้วยการลดการเกิด restenosis2 เพราะถูกดัดแปลงได้แก่ ทำการแก้ไขด้วยการทำซ้ำ หรือจบหัวข้อการวิจัยไปก่อนที่จะเกิดเป็นผลทางคลินิก ดังนั้น จึงเป็นผลของการประเมินอุปกรณ์มากกว่าประเมินผลทางคลินิคของขดลวดเคลือบยา เนื่องจากกลุ่มที่มี restenosis มักจะต้องได้รับการรักษาก่อน ทำให้เวลาดูผลทางคลินิกด้านอัตราตายเมื่อเทียบกลุ่มที่มีการตีบซ้ำกับกลุ่มที่ไม่มีการตีบซ้ำ มักไม่สามารถประเมินได้ชัดเจน เพราะข้อมูลถูกเปลี่ยน แปลงหรือดัดแปลงไปจากการรักษาในกลุ่มที่มีการตีบซ้ำ ทำให้มองดูเหมือนว่า อัตราตายไม่ได้สูงขึ้น
สำหรับการนำข้อมูลมาใช้ทางคลินิกนั้นพบว่า ขดลวดเคลือบยาทั้งชนิด sirolimus-eluting stent และ polymer based paclitaxel-eluting stent สามารถลดอัตราการตีบซ้ำได้ไม่แตกต่างกัน บางการศึกษาให้ความมั่นใจกับแพทย์ผู้ใช้ว่า paclitaxel eluting stent สามารถลดการเกิดเหตุการณ์ไม่พึงประสงค์ที่ 1 ปีได้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ นอกจากนี้มีความหลากหลายของการศึกษา paclitaxel eluting stent แสดงให้เห็นว่า ขนาดและกลไกการออกฤทธิ์ของยา การออกแบบขดลวด และเทคโนโลยีของการใช้ขดลวดเคลือบยา มีผลกระทบต่อ ปฏิกิริยาของหลอดเลือดและประสิทธิภาพที่เกิดขึ้น ดังเช่นใน ASPECT trial (Asian Paclitaxel Eluting Clinical Trial) ศึกษาผลของการใช้ยาต้านเกร็ดเลือด 2 แบบในผู้ป่วยที่ได้รับการฝังขดลวดเคลือบยา paclitaxel3 ปรากฎว่ากลุ่มที่ใช้ aspirin และ cilostazol มีอัตราไม่พึงประสงค์เพิ่มขึ้น
กลุ่มผู้ป่วยที่คัดเลือกเข้าศึกษา ก็มีส่วนสำคัญในการประเมินผลของ ขดลวดเคลือบยาต่ออัตราการตีบซ้ำ ตัวอย่างเช่น ความแตกต่างของผลการศึกษา การตีบซ้ำของหลอดเลือดโดยการฉีดสารทึบรังสีหลอดเลือดหัวใจ ระหว่าง RAndomised study with the sirolimus eluting Bx Velocity balloon-expandable stent (RAVEL) และ SIRol-imus eluting stents เทียบกับ standard stents in Patients with stenosis in Native Coronary Artery (SIRIUS)5 ซึ่งเป็นการรักษาในกลุ่มที่มีอัตราการเสี่ยงตีบซ้ำสูงปรากฏว่า ได้ประโยชน์สูงมากจากการใช้ขดลวดเคลือบยา ในแง่ของการลดการตีบซ้ำในผู้ป่วยกลุ่มนี้ ดังนั้น น่าจะนำขดลวดเคลือบยาไปใช้กับผู้ป่วยกลุ่มอื่นๆได้ด้วยนอกจากกลุ่มเสี่ยงต่ำ (เช่น ผู้ป่วยกลุ่มเสี่ยงตีบซ้ำสูง) เพราะผลการศึกษาแสดงให้เห็นว่า ขดลวดเคลือบยา สามารถลดการเกิดอุบัติการณ์ไม่พึงประสงค์ได้ดีในกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูง นอกจากนี้ยังมีข้อมูลสนับสนุนว่า ขด ลวดเคลือบยายังให้ประโยชน์เหนือกว่าขดลวดธรรมดาในบริเวณหลอดเลือดที่มีลักษณะซับซ้อน เช่น บริเวณแตกแขนงของหลอดเลือด6 หลอดเลือดขนาดเล็ก หลอดเลือดที่มีการตีบยาว ในขณะเดียวกันต้องเน้นว่า ผู้ป่วยเบา หวานเป็นตัวบ่งชี้ของการกลับมาตีบซ้ำสูง จากข้อมูลต่างๆของขดลวดเคลือบยาเมื่อเทียบกับผู้ป่วยกลุ่มอื่นๆ6 ดัง เช่น ผลการศึกษาใน SIRIUS5 ซึ่งเน้นกลุ่มผู้ป่วยที่มีความเสี่ยงสูงพบว่า การกลับมาตีบซ้ำเกิดขึ้นใน sirolimus 9%ของผู้ป่วยทุกกลุ่ม และสูงถึงอย่างละ 18% ในผู้ป่วยเบาหวานทั้งหมดและผู้ป่วยหลอดเลือดขนาดเล็ก แสดงว่าขดลวดเคลือบยา สามารถลดการตีบซ้ำลงได้อย่างมาก แต่ไม่สามารถลดลงได้ทั้งหมดหรือทำให้เป็น 0% ได้ ซึ่งการศึกษาต่างๆที่ผ่านมา มีผู้ป่วยเบาหวานในสัดส่วนเพียงเล็กน้อย และยิ่งน้อยลงในกลุ่มเบาหวานที่พึ่งอินซูลิน อย่างไรก็ตาม แม้จะมีข้อจำกัดดังที่กล่าวมาบ้าง แต่ผลของ sirolimus และ paclitaxel polymer based eluting stents เมื่อเทียบกับขดลวดธรรมดาแสดงให้เห็นว่า ได้ประโยชน์อย่างชัดเจนและสูงสุดเมื่อไปใช้ในกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูง
จากประโยชน์ของขดลวดเคลือบยาในด้านลดการตีบซ้ำ นำไปสู่แนวคิดและการประเมินความคุ้มทุนของการรักษาผู้ป่วยที่มีหลอดเลือดตีบหลายเส้นด้วยขดลวดเคลือบยากับขดลวดธรรมดา7 หรือแม้กับการผ่าตัด มีผลการศึกษาที่แสดงให้เห็นว่า เมื่อสิ้นสุดการศึกษาที่ 1 ปี ค่าใช้จ่ายเปรียบเทียบระหว่างขดลวดเคลือบยากับขด ลวดธรรมดาเกือบจะไม่แตกต่างกัน อันมีผลจากการลดการทำหัตถการซ้ำในกลุ่มขดลวดเคลือบยา ซึ่งแม้ว่าเมื่อเริ่มต้นจะมีราคาสูงกว่าก็ตาม8 เช่นเดียวกันในกลุ่มที่หลอดเลือดตีบหลายเส้น การใส่ขดลวดเคลือบยาทั้งหมด สามารถลดการทำหัตถการซ้ำ ซึ่งเป็นการลดข้อด้อยของการทำหัตถการหัวใจ ที่ฝังขดลวดธรรมดาเมื่อเปรียบ เทียบกับการผ่าตัด ยิ่งไปกว่านั้นจากข้อมูลที่พบว่า อัตราการเกิดการตีบตันของหลอดเลือดดำอย่างฉับพลันในการทำบายพาสสูงถึง 7% ในขณะที่ยังนอนพักในโรงพยาบาลหลังผ่าตัด ดังนั้นในความเป็นจริง ขดลวดเคลือบยาจึงอาจมีความคงทนมากกว่าการผ่าตัด ในทางกลับกัน จากข้อมูลของโรงพยาบาลในสหรัฐอเมริกาพบว่า จะไม่คุ้มทุน ถ้ามีการใช้ sirolimus stent มากกว่า 1.43 stent ต่อ 1 คน ต่อการทำ 1 หัตถการ9 แต่ในอนาคตจะมีขดลวดเคลือบยาที่มีประสิทธิภาพอีกหลายตัว ซึ่งจะทำให้ราคาลดต่ำลง ความคุ้มทุนก็จะมีมากขึ้น
ในแง่ของการเกิดลิ่มเลือดขึ้นภายในขดลวดเคลือบยา (stent thrombosis) โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในกรณีของ subacute thrombosis ที่มีการกล่าวถึงหรือพิจารณากันมากในกลุ่มแพทย์หัวใจด้วยกันว่า อุบัติการณ์อาจจะสูงขึ้นเพราะ ยาที่เคลือบบนขดลวดอาจจะทำให้ การสมานบาดแผลของหลอดเลือดช้าลง โอกาสการเกิดลิ่มเลือดก็จะมีมากขึ้น แต่จากการศึกษาหลายๆการศึกษารวมทั้ง meta-analysis พบว่า ในกลุ่มที่ได้รับการฝังขดลวด ซึ่งรวม ทั้งกลุ่มที่มีอัตราเสี่ยงสูงต่อการเกิดตีบกลับซ้ำ พบว่า อัตราการเกิด acute และ subacute thrombosis ระหว่างขดลวดเคลือบยาและขดลวดธรรมดาไม่มีความแตกต่างกัน ในข้อมูลของ WISDOM registry (Web base TAXUS Intercontinental obServational Data transitiOnal prograM) พบว่า การเกิดลิ่มเลือดในขดลวดที่ 30 วัน ของ TAXUS เป็น 0.4% และไม่มี late thrombosis เกิดขึ้นใน TAXUS IV นอกจากนี้ที่ 1 ปี อัตราการเกิดลิ่มเลือดในขดลวดที่รายงานจาก e-Cypher international registry10 คิดเป็น 0.6% โดยอัตราการเกิด acute thrombosis 0.1%, subacute thrombosis 0.95% และ late thrombosis 0.3% สันนิษฐานว่า ในสภาพความเป็นจริง อุบัติการณ์ของการเกิดลิ่มเลือดในขดลวด ณ เวลาใดๆ จะประมาณ 1.35% สำหรับอุบัติการณ์ของการเกิดลิ่มเลือดในขดลวดจากการศึกษาแรกๆของ paclitaxel11-12 เชื่อว่า อาจเกิดจากปริมาณยาที่มากเกินไป การใช้ยาต้านเกร็ดเลือดไม่เพียงพอ(ASPECT) หรือตัวขดลวดอาจจะทำให้เกิดลิ่มเลือดได้ง่าย (thrombogenic stent and delivery platform (SCORE))
มีการแสดงให้เห็นว่า ปัจจุบันสามารถฝังขดลวดเคลือบยาไว้ที่ตำแหน่งหลอดเลือดที่ตีบ โดยไม่ต้องขยายด้วยบัลลูนก่อนได้เป็นส่วนใหญ่ ซึ่งปลอดภัยและมีประสิทธิภาพ ดังนั้นการฝังขดลวดโดยไม่ต้องขยายด้วยบัลลูน จะสามารถลดค่าใช้จ่ายและระยะเวลาของการทำหัตถการ โดยไม่มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงทางคลินิกในระยะยาว แพทย์ผู้ทำหัตถการบางท่าน ลังเลที่จะฝังขดลวดโดยไม่ขยายด้วยบัลลูนก่อน เพราะกังวลว่าจะไปทำลายสารนำพาของยา (polymer) และอาจทำให้มีการตีบซ้ำสูง แต่จากข้อมูลล่าสุดจาก DIRECT study (Direct Stenting Using the Sirolimus Eluting Stent13) สนับสนุนความปลอดภัยและประสิทธิภาพของการฝังขดลวดโดยตรง ยิ่งไปกว่านั้นใน SIRIUS trial พบว่า อัตราการตีบซ้ำที่ 8 เดือน แบบ in lesion เกิดน้อยกว่ากลุ่มทีมีการขยายด้วยบัลลูนก่อนฝังขดลวด โดยที่ in-stent stenosisไม่มีความแตกต่างกัน
โดยแนวโน้มของการทำ direct stenting จะเห็นประโยชน์อย่างเด่นชัด ในผู้ป่วยที่มีหลอดเลือดขนาดเล็ก (2.3mm) และในผู้ป่วยเบาหวานที่ต้องพึ่งอินซูลินอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ หากการทำ direct stenting ด้วยขด ลวดเคลือบยาพิสูจน์ได้ว่า มีประโยชน์จริงหรือแม้แต่ไม่ได้ทำให้แย่ลง ก็จะทำให้การฝังขดลวดเคลือบยามีความสะดวกและเกิดความคุ้นเคยกับการใช้อุปกรณ์ดังกล่าวมากขึ้น ในความเป็นจริง มีการใช้ขดลวดเคลือบยากันอย่างแพร่หลายในผู้ป่วยกลุ่มต่างๆทั้งที่มีความเสี่ยงสูง ซึ่งอาจจะไม่เหมือนกับกลุ่มตัวอย่างในการทดลองศึกษา การประเมินผลทางคลินิก และผลกระทบต่อเศรษฐกิจในการรักษาผู้ป่วยที่มีหลอดเลือดขนาดเล็ก หลอดเลือดที่ตีบหลายๆเส้น หรือกลุ่มผู้ป่วยเบาหวาน คงต้องรอหลักฐานเพิ่มเติมจากการศึกษาหลายๆ center ต่อไป
ชนิดและกลไกของยาที่ใช้เคลือบขดลวด
1. Sirolimus eluting stents sirolimus เป็น natural macrocyclic lactone ที่มีคุณสมบัติเป็น potent antiproliferative, antiinflammation และ suppressive effects ออกฤทธิ์โดยการยับยั้งการกระตุ้นของ mammalian target ของ rapamycin (m TOR) ในที่สุดนำไปสู่การยับยั้งวงจรของ G1 cell cycle ทำให้ยับยั้งการเพิ่มจำนวนหรือเคลื่อนย้ายของเนื้อเยื่อเกี่ยวพันเกิดขึ้น
Sirolimus eluting stent หรือ Cypher stent เป็น stainless steel ที่เคลือบด้วยยา sirolimus ร่วมกับชั้นบางๆของ nonerodable polymer ที่เป็นตัวนำพา โดยรูปแบบที่นิยมและได้การยอมรับจากการศึกษาคือ slow release form
2. Polymeric paclitaxel eluting stents paclitaxel เป็น potent antiproliferative agent ที่ยับยั้งการรวมตัวของ microtubules ซึ่งเป็น M phase ของ cell cycle ทำให้ยับยั้งการรวมตัวของเนื้อเยื่อเกี่ยวพัน
Paclitaxel eluting stent หรือ TAXUS stent เป็น stainless steel ที่เคลือบด้วยยา paclitaxel ร่วมกับ co-polymer coating คือ translute, angiotech ซึ่งใช้เป็น biphasic release ของ paclitaxel เช่นเดียวกัน รูปแบบที่นิยมใช้คือ slow release
3. ตัวยาอื่นๆ ที่กำลังอยู่ในขั้นวิจัย
3.1 Zotarolimus เป็น sirolimus analogue ซึ่งยับยั้งการทำงานของ m TOR ที่หลั่งออกจาก carrier ที่เรียกว่า phosphorylcholine บนขดลวดที่เป็นแบบ cobalt-based alloy
3.2 Zomaxx stent เป็น zotarolimus บน low profile ของขดลวดที่เป็น tantalum และ stainless steel (Trimaxx) ที่มี modified phosphorylcholine เป็นตัวนำพา ซึ่งตัวยาออกฤทธิ์ได้ดีกว่าของ Medtronic device
3.3 Everolimus เป็น sirolimus analogue ยับยั้งการทำงานของ m TOR เช่นเดียวกัน โดยมี polyhy- droxyacid bioabsorbable polymer เป็นตัวพายาและเคลือบบน chromium cobalt stent
3.4 ตัวยาอื่นๆ ได้แก่ biolimus A9 เป็น sirolimus analogue เช่นเดียวกัน
Taclolimus เป็น sirolimus analogue และ paclitaxel ที่ contain ใน reservoir ภายในขดลวด
ประวัติศาสตร์ของขดลวด
1964 Dotter และ Judkins เป็นคนเริ่มต้นการใช้อุปกรณ์ผ่านทางผิวหนัง เพื่อรักษาระดับของการคงเปิดไว้ของหลอดเลือดที่เคยตีบมาแล้ว
1977 Gruntzig เป็นคนริเริ่มทำการขยายหลอดเลือดหัวใจผ่านทางผิวหนัง
1985 Palmaz et al เป็นคนนำขดลวดเคลือบไว้บนบัลลูนมารักษาหลอดเลือดตีบที่ขา ต่อมามีการดัด แปลงมาใช้กับหลอดเลือดหัวใจโดยให้ชื่อว่า Palmaz-Schatz stent
1986 Puel and Sigwart เป็นกลุ่มแพทย์กลุ่มแรกที่ฝังขดลวดในมนุษย์
1987 Sigwart และคณะ ได้ใช้ขดลวดค้ำยันป้องกันการปิดกลับฉุกเฉินของหลอดเลือดระหว่างการทำบัลลูนขยายหลอดเลือดหัวใจ
1993 มีการศึกษาทางด้านคลินิก 2 การศึกษาคือ BENESTENT และ STRESS trial เปรียบเทียบ Palmaz-Schatz stent กับ balloon angioplasty ทำให้การขยายหลอดเลือดหัวใจด้วยขดลวดจัดเป็นมาตรฐานการรักษา แต่ข้อจำกัดคือ การกลับมาตีบซ้ำของหลอดเลือดหัวใจแบบเนื้อเยื่อเกี่ยวพันนูนขึ้น แทนการเสื่อมของหลอดเลือดแดง จึงได้มีการค้นคิดและพัฒนาขดลวดเคลือบยาขึ้น เพื่อยับยั้งการกลับมาตีบซ้ำ องค์ประกอบของขดลวดเคลือบยาสามารถแบ่งออกได้เป็น 3 ส่วนคือ
1. platform คือ ส่วนของขดลวด
2. carrier คือ ส่วนของ polymer
3. agent คือ ตัวยาที่เคลือบบนขดลวดเพื่อป้องกันการตีบซ้ำ
ส่วนของ carrier หรือส่วนนำพาการออกฤทธิ์ของยามีหลายชนิดได้แก่ phosphorylcholine, biocompatible, noncrodable, biodegradable หรือ bioabsorbable polymers และ ceramic layers8



จาก meta-analysis พบว่า แม้ขดลวดเคลือบยาจะไม่สามารถลดอัตราตายโดยรวม หรือการเกิดภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตายเมื่อเทียบกับขดลวดไม่เคลือบยา แต่พบว่าขดลวดเคลือบยา สามารถลดการกลับมาทำหัตถการซ้ำอย่างชัดเจน ทำให้การศึกษาต่อแต่นี้ไป ที่ต้องการเปรียบเทียบการขยายหลอดเลือดด้วยขดลวดชนิดใหม่กับกลุ่ม control คงไม่สามารถใช้ขดลวดที่ไม่เคลือบยาได้อีกต่อไป แม้แต่ในบริเวณที่ตีบแบบขยายได้ง่าย ไม่ซับซ้อนก็ตาม หากต้องการประเมินขดลวดตัวใหม่ ก็คงต้องเปรียบเทียบกับขดลวดเคลือบยาที่มีอยู่อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และเมื่อต้องการศึกษาขดลวดเคลือบยาในกลุ่มประชากรที่มีรอยโรคของหลอดเลือดที่ซับซ้อนเช่น กลุ่มผู้ป่วยเบา หวาน กลุ่มที่ตีบหลายเส้น คงต้องเปรียบเทียบกับการผ่าตัด ดังเช่นการศึกษา FREEDOM trial: Future REvascu-larization Evaluation in patients with Diabetes mellitus: Optimal management of Multi-vessel disease ซึ่งเป็นการเปรียบเทียบขดลวดเคลือบยากับการผ่าตัด หรือเปรียบเทียบกับกลุ่มควบคุมที่เคยทำการผ่าตัดมาก่อนเช่น ART II (Arterial Revascularization Therapy Study II) เทียบกับ ART I (Arterial Revascularization Therapy Study I surgical group) ผลการศึกษาเหล่านี้บ่งชี้แนวโน้มในอนาคตว่า ขดลวดที่ไม่เคลือบยา อาจมีที่ใช้น้อยลงหรือไม่มีการผลิตจำหน่ายอีกต่อไป แม้ขณะนี้จาก evidence based medicine การใช้ขดลวดเคลือบยากับผู้ป่วยทุกราย หรือทุกตำแหน่งที่มีการตีบของหลอดเลือด อาจจะเร็วเกินไปและยังไม่เป็นที่ยอมรับ อย่างไรก็ตาม มันเป็นการยากที่จะจินตนาการว่า การฝังขดลวดธรรมดา (non DES) จะให้ผลดี หรือมีประสิทธิภาพเทียบเท่าขดลวดเคลือบยา และถึงแม้จะมีความเป็นไปได้หลงเหลืออยู่บ้าง ก็ยังเป็นที่น่าสงสัย โอกาสที่จะพิสูจน์สมมติฐานดังกล่าวก็ยังมีความเป็นไปได้ คงจะต้องติดตามกันต่อไป

วันพฤหัสบดีที่ 4 มิถุนายน พ.ศ. 2552

เครื่องกระตุ้นกล้ามเนื้ออ่อนแรง

ม.มหิดลเจ๋งวิจัย-พัฒนา'ไอพีจี'สำเร็จ (เดลินิวส์ 3 มี.ค.)
"ม.มหิดล"สุดเจ๋ง!วิจัยและพัฒนาเครื่องกระตุ้นไฟฟ้าชนิดฝังลงในร่างกาย หรือ ไอพีจีสำเร็จ เป็นอีกทางเลือกของการบรรเทาโรคของผู้ป่วย ช่วยคนหูหนวกให้ได้ยิน บรรเทาอาการสั่นของโรคพาร์คินสัน โรคลมชักอาการเจ็บปวดเรื้อรัง การควบคุมร่างกายของผู้ป่วยอัมพาต ราคาถูกกว่าต่างประเทศหลายเท่าตัว พร้อมทดสอบกับผู้ป่วยที่สนใจในปี 2553 ที่ห้องประชุมศาสตราจารย์เกียรติคุณนที รักษ์พลเมือง สำนักงานอธิการบดี มหา วิทยาลัยมหิดล ศาลายา อ.พุทธมณฑล จ.นคร ปฐม เมื่อเวลา 11.30 น. วันที่ 2 มี.ค. ศ.คลินิก นพ.ปิยะสกล สกลสัตยาทร อธิการบดีมหา วิทยาลัยมหิดล ดร.เซง เลิศมโนรัตน์ อาจารย์ประจำภาควิชาวิศวกรรมไฟฟ้าและชีวการแพทย์ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล และหัวหน้าโครงการวิจัยเพื่อพัฒนาเครื่องกระตุ้นไฟฟ้าชนิดฝังลงในร่างกาย (IMPLANTABLE PULSE GENENATOR หรือ IPG) ร่วมแถลงผลงานการวิจัยและพัฒนา เครื่องกระตุ้นไฟฟ้าชนิดฝังลงในร่างกาย เพื่อช่วยกระตุ้นระบบประสาทหรือกล้ามเนื้อด้วยไฟฟ้า ซึ่งเป็นอีกวิธีหนึ่งของการบรรเทาโรคที่ดีที่สุดสำหรับโรคที่ ยังไม่มียารักษา และเครื่องกระตุ้นไฟฟ้าเพื่อขับปัสสาวะ สำหรับผู้ป่วยอัมพาต ซึ่งได้รับรางวัล “Neural Engineering Excellence Award, the 2nd International IEEEEngineering in Medicine and Biology Society Conference on Neural Engineering, rlington, USAเมื่อปี พ.ศ. 2548” ศ.คลินิก นพ.ปิยะสกล กล่าวว่า หลักการคือใช้เครื่องกระตุ้นไฟฟ้าแบบฝังลงในร่างกาย ส่งสัญญาณไฟฟ้าไปกระตุ้นระบบประสาทหรือกล้ามเนื้อในจุดที่ต้องการ ซึ่งจะช่วยบรรเทาอาการของโรคต่าง ๆ เช่น ช่วยคนหูหนวกให้ได้ยิน โดยการกระตุ้น COCHLEAR การบรรเทาอาการสั่นของโรคพาร์คินสัน โดยการกระตุ้นสมองการบรรเทาอาการโรคลมชัก โดยการกระตุ้นเส้นประสาท VAGUS การกระตุ้นไขสันหลังเพื่อบรรเทาอาการเจ็บปวดเรื้อรัง การควบคุมร่างกายของผู้ป่วยอัมพาต เช่น การยืน การเดิน การหายใจ การขับปัสสาวะโครงการนี้เกิดจากความร่วมมือของ 6 คณะ คือ คณะวิศว กรรมศาสตร์ คณะวิทยาศาสตร์ คณะสัตวแพทย์ศาสตร์ คณะกายภาพบำบัด คณะแพทย์ศาสตร์รพ.รามาธิบดี และศิริราชพยาบาล เครื่อง IPG นี้ได้พัฒนาเทคโนโลยีมาจากเครื่องกระตุ้นของต่างประเทศ แต่ดีกว่าที่ไม่ต้องผ่าตัดเปลี่ยนถ่านทุกปี ที่สำคัญราคาถูกกว่าหลายเท่าตัว และพร้อมที่จะทดสอบกับผู้ป่วยที่สนใจในปี 2553 ภายใต้การดูแลของคณาจารย์จากคณะแพทย์ศาสตร์ทั้งจากรามาธิบดีและศิริราชอธิการบดีมหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวต่อว่า นอกจากเครื่อง IPG แล้ว คณะวิศว กรรมศาสตร์และกายภาพบำบัดยังได้พัฒนาเครื่องกระตุ้นไฟฟ้า สำหรับช่วยบำบัดผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองตีบหรือแตก เพราะผู้ป่วยส่วนใหญ่มักจะมีความพิการหลงเหลืออยู่ ได้แก่ อัมพฤกษ์ อัมพาต กล้ามเนื้อลีบ ฝ่อ และเกร็ง ซึ่งจำเป็นต้องได้รับการกายภาพบำบัดเพื่อฟื้นฟูสมรรถภาพทางร่างกาย การกระตุ้นกล้ามเนื้อด้วย ไฟฟ้า จะช่วยให้ผู้ป่วยฟื้นฟูร่างกายได้ หากได้รับการกระตุ้นกล้ามเนื้อแต่เนิ่น ๆ ที่สำคัญคือมีขนาดเล็กกะทัดรัด พกพาไปได้ทุกสถานที่ราคาถูกกว่า ของต่างประเทศกว่า 300% ขณะนี้อยู่ระหว่างการทดลองใช้ที่คณะกายภาพบำบัดมหา วิทยาลัยมหิดล และ รพ.ศิริราช ภายในสิ้นปีนี้จะได้ผลิตและมอบให้กับ รพ.ของรัฐได้นำไปทดลองใช้และคาดว่าอนาคตผู้ป่วยอาจจะสามารถ มีเครื่อง ไว้ใช้ในบ้านตัวเอง.

ที่มา
1.เครื่องกระตุ้นกล้ามเนื้ออ่อนแรง ผลงาน ดร.เซง เลิศมโนรัตน์ ->>สำนักข่าวไทย
2.ดู>>ข่าวย้อนหลังที่: http://news.impaqmsn.com/articles.aspx?id=252283&ch=gn1
3.กลไกทำงานวิชาการแบบสหวิทยาการ
>Source: http://gotoknow.org/blog/council/197635

Hemopurifier

Aethlon Medical is the developer of the Hemopurifier®,

A first-in-class medical device to treat infectious disease. The Hemopurifier® addresses the largest opportunity in infectious disease, the treatment of drug and vaccine resistant viruses. Regulatory and commercialization initiatives in the United States are focused on bioterror threats, while international initiatives are directed towards naturally evolving pandemic threats, and chronic infectious disease conditions including Hepatitis-C (HCV) and the Human Immunodeficiency Virus (HIV). Collaborative studies to demonstrate utility of the Hemopurifier® are being conducted with researchers at the Government of India's National Institute of Virology (NIV), The Centers for Disease Control and Prevention (CDC), The United States Army Medical Research Institute of Infectious Diseases (USAMRIID), and The Southwest Foundation for Biomedical Research (SFBR). Aethlon recently demonstrated safety of the Hemopurifier® in a 24-treatment human study and has received approval to continue further human studies at The Fortis Hospital in India. The Company has also submitted an Investigational Device Exemption (IDE) to the U.S. Food and Drug Administration (FDA) related to advancing the Hemopurifier® as a broad-spectrum treatment countermeasure against category "A" bioterror threats. Additional information on Aethlon Medical and its Hemopurifier® technology can be accessed at http://www.aethlonmedical.com/.

หลอดสกัดเชื้อโรคในกระแสเลือด

ซานดิเอโก—(บิสิเนสไวร์)—2 พ.ย. 2549
บริษัทเอธลอน เมดิคอล อิงค์ (OTCBB:AEMD) ผู้นำในการพัฒนาอุปกรณ์รักษาโรคติดเชื้อ เปิดเผยในวันนี้ว่า นายเจมส์ เอ จอยซ์ ประธานและซีอีโอ ได้เขียนรายงานเรื่อง การรักษาโรคไข้เลือดออก (The Treatment of Dengue Hemorrhagic Fever) โดยเนื้อหาของรายงานมีดังนี้
สรุปใจความสำคัญ ไวรัสไข้เลือดออกและโรคไข้เลือดออกชนิดรุนแรง (DHF) เป็นประเด็นด้านสุขภาพระหว่างประเทศที่ยังคงไม่สามารถรักษาได้ด้วยยาต้านไวรัสแบบดั้งเดิมและการรักษาด้วยวัคซีน รายงานนี้สรุปการใช้ Aethlon Hemopurifier(TM) เป็นอุปกรณ์การรักษาแบบมีฤทธิ์กว้าง (broad-spectrum) ที่สามารถขจัดไวรัสไข้เลือดออกจากผู้ป่วยที่ติดเชื้อและมีแนวโน้มช่วยลดการอักเสบที่เกี่ยวกับโรค DHF การแพร่ระบาดของโรคไข้เลือดออกทั่วโลกได้ขยายตัวอย่างรวดเร็วในช่วงหลายสิบปีที่ผ่านมา โดยในขณะนี้โรคดังกล่่่่่าวเป็นโรคเฉพาะท้องถิ่นในกว่า 100 ประเทศ โดยองค์การอนามัยโลกระบุว่ามีการติดเชื้อโรคไข้เลือดออกจำนวนมากถึง 50 ล้านรายในแต่ละปี
ความเป็นมาของเครื่อง Hemopurifier(TM) เชื้อไวรัสจำนวนมากรวมถึงไข้เลือดออกนั้น ไม่สามารถรักษาด้วยยาต้านไวรัสหรือการรักษาด้วยวัคซีน เมื่อการรัีกษามีการพัฒนา ไวรัสต่างๆมักจะกลายพันธุ์จนดื้อต่อการรักษา ไวรัสซึ่งข้ามจากสายพันธุ์สัตว์มาสู่มนุษย์นั้นเพิ่มความท้าทายในการรักษา โดยตัวอย่างที่ผ่านมาของเชื้อโรคที่ติดต่อจากสัตว์ (zoonotic transmission) นั้น ได้แก่ HIV, SARS, West Nile, Ebola, Marburg และล่าสุดได้แก่เชื้อไวรัสไข้หวัดนกสายพันธุ์ H5N1 การดัดแปลงพันธุกรรมของไวรัสโดยมีจุดประสงค์เพื่อการรักษาโรคที่ดื้อต่อยาและวัคซีนนั้น จะลดความเป็นไปได้ของการรักษาแบบดั้งเดิม Aethlon Hemopurifier(TM) เป็นอุปกรณ์ชั้นหนึ่งที่ได้รับการออกแบบเพื่ออุดช่องโหว่ในการรักษาโรคที่ดื้อต่อยาและวัคซีน เทคโนโลยีดังกล่าวจะเพิ่มประโยชน์ของการรักษาด้วยยา และจะเป็นมาตรการรับมือขั้นแรกในกรณีที่ไม่มีการรักษาด้วยยาหรือวัคซีน เทคโนโลยีดังกล่าวรวมหลักการของการฟอกเลือดที่สร้างขึ้นในไตเทียม(hemodialysis) และการทำ plasmapheresis ด้วยการใช้สาร affinity agents ซึ่งจะจับเปลือกไวรัส (envelope viruses) ด้วยโครงสร้าง surface carbohydrate ที่มีการพัฒนาเพื่อหลบเลี่ยงภูมิคุ้มกันตามธรรมชาติ ผลก็คือ อุปกรณ์ Hemopurifier(TM) จะสามารถลดไวรัสที่ติดเชื้อและสารพิษที่เกี่ยวข้องในร่างกาย และจะเพิ่มความเป็นไปได้ที่ภูมิคุ้มกันของผู้ป่วยจะสามารถขจัดการติดเชื้อได้เอง เอธลอนได้เสร็จสิ้นการศึกษาความปลอดภัยในการรักษา 24 กรณีของอุปกรณ์ Hemopurifier(TM) ในการฟอกเลือดผู้ป่วยที่ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบ-ซีร่วมด้วย โดยการศึกษาดังกล่าวจัดทำขึ้นที่โรงพยาบาลอะพอลโลในกรุงนิว เดลี ประเทศอินเดีย จากข้อมูลผลการศึกษาที่ได้นำไปสู่การยื่นขอยกเว้นการตรวจสอบอุปกรณ์ขั้นต้น (Investigational Device Exemption) จากสำนักงานอาหารและยา (FDA) ที่เกี่ยวกับการใช้อุปกรณ์ Hemopurifier(TM) ในสหรัฐเพื่อรักษาแบบให้ฤทธิ์กว้างต่อภัยคุกคามของอาวุธชีวภาพประเภท A และโรคไข้หวัดใหญ่ระบาด เอธลอนวางแผนที่จะดำเนินโครงการด้านการแพทย์ต่อไปในประเทศอินเดีย และได้เริ่มหารือกับสภาศูนย์วิจัยการแพทย์แห่งอินเดีย (ICMR) และหน่วยงานอื่นๆที่เกี่ยวกับการรักษาโรค DHF และโรคไวรัสอื่นๆ โดยเฉพาะในกรุงนิวเดลีแห่งเดียวนั้น ผู้ป่วย 67 คนจาก 2,640 คนที่ติดเชื้อไข้เลือดออกนับตั้งแต่ปลายเดือนก.ค.ได้เสียชีวิตแล้ว
อันตรายของโรคไข้เลือดออก DHF เป็นหนึ่งในโรคติดต่อที่ร้ายแรงที่สุดสำหรับมนุษย์ โดยการติดเชื้อ DHF ถ่ายทอดจากยุงที่มีเชื้อไวรัสไข้เลือดออก (serotypes 1- 4) โดยรูปแบบที่รุนแรงของโรคนี้ซึ่งได้แก่ Dengue Hemorrhagic Fever - Dengue Shock Syndrome (DHF/DSS) เป็นหนึ่งในสาเหตุหลักของการส่งตัวเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลและการเสียชีวิตของเด็กๆในภูมิภาคเอเชียโดยมีอัตราการเสียชีวิตเฉลี่ยประมาณ 17% นับตั้งแต่มีการอธิบายการศึกษาต้นกำเนิดของโรคไข้เลือดออกในปี 2487 นั้น ก็ได้มีความพยายามอย่างมากที่จะพัฒนาวัคซีน โดยเผชิญกับความท้าทายในการพัฒนาอย่างมาก ความท้าทายดังกล่าวรวมถึงข้อเท็จจริงที่ว่า การติดเชื้อไวรัสไข้เลือดออกของ subtype หนึ่งจะเพิ่มความรุนแรงของโรคที่มีสาเหตุจากการติดเชื้อของอีก subtype หนึ่ง การติดเชื้อครั้งแรกทำให้เป็นโรคไข้เลือดออกที่ไม่รุนแรง แต่การติดเชื้อที่ตามมา หากเป็นการติดเชื้อจากอีก subtype หนึ่ง จะทำให้เป็นโรคไข้เลือดออกชนิดรุนแรง (DHF/DSS) และการติดเชื้อครั้งที่สามจาก subtype ตัวที่ 3 นั้น ส่วนใหญ่มักจะทำให้เสียชีวิต นอกเหนือจากผลกระทบโดยตรงของการติดเชื้อไวรัสนั้น DHF แบบก้าวหน้าสามารถก่อให้เกิดภาวะ viral sepsis ที่นำไปสู่การผลิต cytokines ที่อันตรายจำนวนมากเกินไป และมีหลักฐานว่าอาจเกี่ยวข้องกับการสร้าง alpha และ beta interferon (IFN-alpha) รวมถึง gamma IFN (IFN-beta) ด้วย ดังนั้น การพัฒนาการรักษา DHF ที่มีประสิทธิภาพจึงยังคงเป็นเรื่องยาก
การใช้ Hemopurifier(TM) สำหรับการรักษาโรค DHF Hemopurifier(TM) ได้รับการออกแบบเพื่อแยกและจับไวรัสซึ่งทำให้่เกิดโรคและภัยคุกคามใหม่ๆของเชื้อไวรัส โดยในปัจจุบัน Hemopurifier เป็นเพียงการรักษาเดียวสำหรับโรค DHF ซึ่งมีเป้าหมายในการกำจัดไวรัสไข้เลือดออกในเวลาเดียวกันและยังช่วยลดการสร้าง cytokine ที่มากเกินไปด้วย โดยการพัฒนา Hemopurifier เพื่อการรักษา DHF นั้นสอดคล้องกัยกลยุทธ์องค์กรของเอธลอนเพื่อร่วมมือกับรัฐบาลและองค์กรเอกชนเพื่อพัฒนา Hemopurifier เป็นการรักษาที่ให้ฤทธิ์กว้างสำหรับเชื้อโรคที่ดื้อต่อยาและวัคซีนสำหรับการรักษาเฉพาะ DHF นั้น อุปกรณ์ Hemopurifier(TM) จะเป็นวิธีการแบบ extracorporeal เพื่อเพิ่มระบบภูมิคุ้มกัน โดยเพิ่มความเป็นไปได้ที่ระบบภูมิคุ้มกันตามธรรมชาติจะสามารถเอาชนะการติดเชื้อ
คุณสมบัติและการพิจารณาใช้ Hemopurifier(TM) เพื่อรักษา DHF ได้แก่
การกำจัด DHF อย่างรวดเร็ว – สาร affinity agents ที่เป็นตัวจับยึดภายใน Hemopurifier(TM) นั้นมีขีดความสามารถที่ให้ฤทธิ์กว้างในการจับเปลือกไวรัสโดยผูกเข้ากับโปรตีน glycosolated ซึ่งอยู่บนผิวหน้าของไวรัส ในกรณีของ DHF นั้น การจับไวรัสกระทำโดยตรงที่ผิวหน้า glycoproteins ซึ่งเป็น binding sites แม้ในกรณีที่ไวรัสกลายพันธุ์ ในการทดสอบเบื้องต้นนั้น สาร affinity agent ใน Hemopurifier(TM) แสดงความสามารถในการที่จะผูกกับผิวหน้าโปรตีนของเชื้อไข้เลือดออก ความสามารถที่จะกำจัดเชื้อไข้เลือดออกและชิ้นส่วนไวรัสก่อนที่จะิติดเชื้อที่เซลล์และอวัยวะนั้นมีแนวโน้มที่จะสกัดกั้นการพัฒนาของโรค โดยในส่วนที่เกี่ี่ยวกับขีดความสามารถในการออกฤทธิ์กว้างนั้น Hemopurifie แสดงให้เห็นถึงการจับเชื้อไวรัส HIV, HCV และ orthopox ที่เกี่ยวข้องกับโรคไข้ทรพิษ คณะวิจัยของสถาบันมะเร็งแห่งชาติ (NCI) และสถาบันสุขภาพแห่งชาติ (NIH) ได้บ่งชี้ว่า รูปแบบของสาร affinity agents ใน Hemopurifier นั้น มีความสามารถในการต่อต้านเชื้อไวรัสอื่นๆด้วยได้แก่ Marburg, Ebola และไข้หวัดใหญ่
การกำจัด Cytokines ในวงกว้าง – โครงสร้างของ Hemopurifier(TM) จะช่วยลดการผลิต cytokines จำนวนมากเกินไป โดยเทคนิค hemofiltration นั้นเป็นการรักษา cytokine ที่ก่อให้เกิดภาวะ sepsis มาตั้งแต่ปี 2533 แล้ว ดังนั้น Hemopurifier(TM) อาจเป็นวิธีการที่เหมาะสมที่จะช่วยลด cytokine เนื่องจากรูไฟเบอร์ของ Hemopurifier(TM) มีขนาดใหญ่พอที่จะขจัด cytokines ที่ไม่สามารถกำจัดได้ใน Hemofiltration
Aethlon Hemopurifier(TM) จะเพิ่มโอกาสในการรอดชีวิตของผู้ที่ติดเชื้อ DHF โดยการแพร่ระบาดตามฤดูกาลของโรคไข้เลือดออกกำลังดำเนินไปในภูมิภาคต่างๆทั่วโลกในขณะนี้ รวมถึงอินเดียซึ่งกำลังเกิดการติดเชื้อโรคไข้เลือดออกที่รุนแรงที่สุดนับตั้งแต่ปี 2539 ในกรณีที่ไม่มีวัคซีนและยาต้านไวรัสที่มีประสิทธิภาพ บริษัทเอธลอน เมดิคอลจะร่วมมือกับหน่วยงานด้านสุขภาพของรัฐบาลต่างๆเพื่อหาทางพัฒนา Hemopurifier(TM) เป็นทางเลือกในการรักษาสำหรับประชาชนที่ติดเชื้อ DHF
เกี่ยวกับเอธลอน เมดิคอล เอธลอน เมดิคอล ได้พัฒนาอุปกรณ์การแพทย์ชั้นหนึ่งเพื่อรักษาโรคติดเชื้อ โดยอุปกรณ์ดังกล่าวซึ่งได้แก่ Hemopurifier(TM) นั้น เป็นอุปกรณ์การรักษาที่ให้ฤทธิ์กว้างสำหรับเชื้อโรคที่ดื้อยาและวัคซีน ซึ่งเป็นโรคระบาดที่มีวิวัฒนาการตามธรรมชาติ อาทิ ไวรัสไข้หวัดนก H5N1 และโรคติดเชื้อเรื้อรัง รวมถึงไวรัสตับอักเสบ-ซี (HCV) และไวรัส Human Immunodeficiency Virus (HIV) บริษัทวิจัยระดับโลก Frost & Sullivan ได้มอบรางวัล Technology Innovation Award 2006 ให้กับ Hemopurifier(TM) สำหรับความก้าวหน้าในด้านการป้องกันทางชีวภาพ เอธลอนได้ริเริ่มการวิจัย Hemopurifier(TM) รุ่นที่ 2 ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อจับปัจจัยการขยายตัวในการแพร่กระจายของโรคมะเร็ง
ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับเอธลอน เมดิคอลและเทคโนโลยี Hemopurifier(TM) นั้ั้้้นสามารถดูได้จากเว็บไซต์ http://www.aethlonmedical.com/

iPhone OS 3.0 and Medical Devices

Apple presented the blueprint for iPhone OS 3.0, the next version of their
advanced mobile platform. They showed some really cool new features for the
iPhone and iPod Touch, but particularly interesting to me was their enthusiasm about medicine and medical devices.

วันอังคารที่ 12 พฤษภาคม พ.ศ. 2552

Lab on a chip



Lab on a chip mimics brain chemistry

February 12th, 2008 Johns Hopkins researchers from the Whiting School of Engineering and the School of Medicine have devised a micro-scale tool – a lab on achip – designed to mimic the chemical complexities of the brain. The system should help scientists better understand how nerve cells in the brain work together to form the nervous system.
AmpliChip CYP450 Test – www.AmpliChip.us
Roche Diagnostics US Official Site FDA cleared CYP450 Test

A report on the work appears as the cover story in the February 2008 issue of the British journal Lab on a Chip. ”The chip we’ve developed will make xperiments on nerve cells more simple to conduct and to control,” says Andre Levchenko, Ph.D., associate professor of biomedical engineering at the Johns Hopkins Whiting School of Engineering and faculty affiliate of the Institute for NanoBioTechnology. Nerve cells decide which direction to grow by sensing both the chemical cues flowing through their environment as well as those attached to the surfaces that surround them. The chip, which is made of a plastic-like substance and covered with a glass lid, features a system of channels and wells that allow researchers to control the flow of specific chemical cocktails around single nerve cells.

“It is difficult to establish ideal experimental conditions to study how neurons react to growth signals because so much is happening at once that sorting out nerve cell connections is hard, but the chip, designed by experts in both brain chemistry and engineering, offers a sophisticated way to sort things out,” says Guo-li Ming,
M.D.,Ph.D., associate professor of neurology at the Johns Hopkins School of Medicine and Institute for Cell Engineering.

In experiments with their chip, the researchers put single nerve cells, or rons,onto the chip then introduced specific growth signals (in the form of hemicals).They found that the growing neurons turned and grew toward higher concentrations of certain chemical cues attached to the chip’s surfaces, as well as to signaling molecules free-flowing in solution.

When researchers subjected the neurons to conflicting signals (both surface bound and cues in solution), they found that the cells turned randomly, suggesting that cells do not choose one signal over the other. This,according to Levchenko,supports the prevailing theory that one cue can elicit different responses depending on
a cell’s surroundings. “The ability to combine several different stimuli in the chip resembles a more realistic environment that nerve cells will encounter in the living animal,” Ming says.This in turn will make future studies on the role of neuronal cells in development and regeneration more accurate and complete.

Source: Johns Hopkins Medical Institutions